<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โรงพิมพ์วัชรินทร์ พี.พี. Wacharin PP : รับพิมพ์ นิตยสาร วารสาร แบบเรียน หนังสือ แคทตาล็อก โบรชัวร์ นิยาย พอคเก็ตบุ๊ค ฯลฯ</title>
	<atom:link href="http://www.wacharinprint.com/home/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.wacharinprint.com/home</link>
	<description>นึกถึงโรงพิมพ์ นึกถึงเรา : รับพิมพ์นิตยสาร วารสาร แบบเรียน หนังสือ หนังสือรุ่น โบรชัวร์ นิยาย พอคเก็ตบุ๊ค ฯลฯ</description>
	<lastBuildDate>Fri, 19 Apr 2013 03:59:59 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>ปัญหาตัวอักษร &#8220;L&#8221; (แอล) / ไม้เอก / สระเอ หนากว่าปกติ ในไฟล์ PDF</title>
		<link>http://www.wacharinprint.com/home/?p=292</link>
		<comments>http://www.wacharinprint.com/home/?p=292#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 May 2011 08:45:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Paul</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wacharinprint.com/home/?p=292</guid>
		<description><![CDATA[มีหลาย ๆ คนสอบถามมานะครับว่า  จะแก้ปัญหาตัวอักษร L ในไฟล์ PDF มีความหนามากกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัดได้อย่างไร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาทำงานกับ Adobe Illustrator / InDesign แล้ว export artwork ออกมาเป็น PDF  ดูรูปตัวอย่างประกอบนะครับ  ว่าหน้าตาของตัว &#8220;แอลเล็ก&#8221; ที่หนากว่าปกตินั้นเป็นอย่างไร ปัญหาในลักษณะนี้  อาจจะทำให้นักออกแบบเกิดความกังวลว่า  แล้วงานที่จะส่งพิมพ์  จะออกมามีหน้าตาแบบนี้รึเปล่า  ทางโรงพิมพ์วัชรินทร์ พี.พี. ขอชี้แจงว่า  ไม่มีปัญหานะครับ  ตัว l ยังคงมีขนาดปกติเวลาพิมพ์จริง  ปัญหานี้เกิดจากสาเหตุสองประการคือ Text ตัวนั้นถูก convert outline ตัวอักษร (Glyph) ตัวนั้น ๆ มีรูปร่างหน้าตาเป็นรูปเรขาคณิตโดยไม่มีจุด Anchor ใด ๆ เชื่อมต่ออีกเลย  ถ้าแปลให้ง่ายขึ้นก็คือ  ตัวหนังสือตัวนั้น เมื่อถูก Outlined แล้ว จะถูก &#8220;วาด&#8221; ให้มีหน้าตาเป็นสี่เหลี่ยมปกติ ๆ นั่นเอง  ตัวอักษรเหล่านั้น  มักจะมีเป็น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มีหลาย ๆ คนสอบถามมานะครับว่า  จะแก้ปัญหาตัวอักษร L ในไฟล์ PDF มีความหนามากกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัดได้อย่างไร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาทำงานกับ Adobe Illustrator / InDesign แล้ว export artwork ออกมาเป็น PDF  ดูรูปตัวอย่างประกอบนะครับ  ว่าหน้าตาของตัว &#8220;แอลเล็ก&#8221; ที่หนากว่าปกตินั้นเป็นอย่างไร</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-293" title="LinPDF_01" src="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2011/05/LinPDF_01.jpg" alt="" width="436" height="324" /></p>
<p>ปัญหาในลักษณะนี้  อาจจะทำให้นักออกแบบเกิดความกังวลว่า  แล้วงานที่จะส่งพิมพ์  จะออกมามีหน้าตาแบบนี้รึเปล่า  ทางโรงพิมพ์วัชรินทร์ พี.พี. ขอชี้แจงว่า  ไม่มีปัญหานะครับ  ตัว l ยังคงมีขนาดปกติเวลาพิมพ์จริง  ปัญหานี้เกิดจากสาเหตุสองประการคือ</p>
<ul>
<li>Text ตัวนั้นถูก convert outline</li>
<li>ตัวอักษร (Glyph) ตัวนั้น ๆ มีรูปร่างหน้าตาเป็นรูปเรขาคณิตโดยไม่มีจุด Anchor ใด ๆ เชื่อมต่ออีกเลย  ถ้าแปลให้ง่ายขึ้นก็คือ  ตัวหนังสือตัวนั้น เมื่อถูก Outlined แล้ว จะถูก &#8220;วาด&#8221; ให้มีหน้าตาเป็นสี่เหลี่ยมปกติ ๆ นั่นเอง  ตัวอักษรเหล่านั้น  มักจะมีเป็น Font จำพวก Sans Serif ทั้งหลาย  โดยเฉพาะตัวอักษร ไอ (I) แอล (l) ไม้เอก สระเอ สระแอ ในภาษาไทย</li>
</ul>
<p>Acrobat Reader มี feature หนึ่งที่ชื่อว่า Thin-Line Enhancing  ที่จะคอยปรับสมดุลให้กับเส้นสายต่าง ๆ ที่มีความบางเป็นพิเศษ  เมื่อตัวอักษรถูก Outlined ให้กลายเป็นกล่องสี่เหลี่ยมธรรมดา ๆ แล้ว Acrobat Reader จะมองกล่องเหล่านี้ว่าเป็น &#8220;เส้นบาง&#8221; ทำให้ต้องปรับสมดุลด้วยการเพิ่มขนาด  วิธีปิด feature นี้  ก็ทำได้ง่าย ๆ ใน Acrobat เองนะครับ  โดยเข้าไปที่ Edit &gt; Preferences &gt; Page Display  เสร็จแล้วเอา Mark ออกจาก Enhance Thin Lines</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-294" title="LinPDF_02" src="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2011/05/LinPDF_02.jpg" alt="" width="541" height="355" /></p>
<p>เนื่องจากปัญหานี้  จริง ๆ แล้วไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด  เพราะเวลาพิมพ์จริง ตัวอักษร L ก็ยังมีขนาดเท่าเดิม  ต่อให้ไม่ปิด feature นี้  งานพิมพ์ก็ยังถูกต้องครบถ้วนเหมือนเดิม  แต่สำหรับท่านที่กังวลในจุดนี้  หรือลูกค้าท่านใดอยากเห็นงาน artwork ที่ไม่ผิดเพี้ยนไปจากความจริง  ก็ให้ทำตามขั้นตอนข้างต้นครับ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-297" title="LinPDF_03" src="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2011/05/LinPDF_03.jpg" alt="" width="436" height="324" /></p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-282" title="icon_32" src="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2011/03/icon_32.png" alt="" width="30" height="30" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wacharinprint.com/home/?feed=rss2&amp;p=292</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เตรียมไฟล์อย่างไรถึงจะเหมาะกับงานพิมพ์</title>
		<link>http://www.wacharinprint.com/home/?p=253</link>
		<comments>http://www.wacharinprint.com/home/?p=253#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Mar 2011 04:43:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Paul</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>
		<category><![CDATA[FAQ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wacharinprint.com/home/?p=253</guid>
		<description><![CDATA[สำหรับลูกค้าที่ต้องการจะออกแบบงานพิมพ์เอง  แต่ไม่มีประสบการณ์ด้านการออกแบบส่งโรงพิมพ์  ทางโรงพิมพ์วัชรินทร์ พี.พี. มีข้อแนะนำสำหรับนักออกแบบมือใหม่เล็กน้อยนะครับ  ปัญหาที่โรงพิมพ์พบบ่อยมากที่สุดปัญหาหนึ่งก็คือ  นักออกแบบไม่ได้ออกแบบมาตามมาตรฐานของการออกแบบงานพิมพ์  ไม่ได้เผื่อตัดตก  ไม่ได้ใช้ Resolution หรือ profile สีที่เหมาะสม  ใช้รูปภาพประกอบคุณภาพต่ำเกินไป  ตั้ง size งานไม่ได้ขนาด ไม่ได้แนบฟอนต์หรือรูปภาพ (Links) มากับไฟล์งาน  ใช้โปรแกรมผิดประเภท ฯลฯ  โรงพิมพ์จึงได้สร้าง Template เบื้องต้นสำหรับการออกแบบมาไว้ให้ใช้กันฟรี ๆ ดาวโหลดได้ที่นี่ครับ คำแนะนำสำหรับการเตรียมไฟล์ให้เหมาะสมกับการพิมพ์  ทางโรงพิมพ์วัชรินทร์ พี.พี. มีข้อแนะนำดังนี้ครับ 1. นักออกแบบควรจะใช้โปรแกรมออกแบบให้ตรงตามประเภทของงานก่อนตั้งแต่ต้น  เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียคุณภาพของงาน  การใช้โปรแกรมผิดประเภท นอกจากจะไม่ได้งานตามที่ควรจะเป็นแล้ว  ยังทำให้เกิดความยุ่งยากเมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการพิมพ์ Photoshop เหมาะสำหรับงานออกแบบทั่วไป โปสเตอร์ โบรชัวร์ ออกแบบหน้าปกหนังสือ  งาน Ads เป็นชิ้น ๆ มีเพียง 1-2 หน้า งานที่เน้นไปที่การทำงานเกี่ยวกับภาพเป็นหลัก  ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายจากกล้องดิจิตอล  หรือภาพที่ได้มาจาก Photostock   เป็นโปรแกรมตั้งต้นสำหรับจัดการกราฟฟิค  เพื่อนำไปใช้กับโปรแกรมอื่น ๆ ไม่เหมาะกับการนำมาออกแบบหนังสือเป็นเล่มโดยตรง ถึงแม้ว่าจะทำได้ก็ตาม Illustrator เหมาะสำหรับงานออกแบบทั่วไป  ไม่ว่าจะเป็น โปสเตอร์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สำหรับลูกค้าที่ต้องการจะออกแบบงานพิมพ์เอง  แต่ไม่มีประสบการณ์ด้านการออกแบบส่งโรงพิมพ์  ทางโรงพิมพ์วัชรินทร์ พี.พี. มีข้อแนะนำสำหรับนักออกแบบมือใหม่เล็กน้อยนะครับ  ปัญหาที่โรงพิมพ์พบบ่อยมากที่สุดปัญหาหนึ่งก็คือ  นักออกแบบไม่ได้ออกแบบมาตามมาตรฐานของการออกแบบงานพิมพ์  ไม่ได้เผื่อตัดตก  ไม่ได้ใช้ Resolution หรือ profile สีที่เหมาะสม  ใช้รูปภาพประกอบคุณภาพต่ำเกินไป  ตั้ง size งานไม่ได้ขนาด ไม่ได้แนบฟอนต์หรือรูปภาพ (Links) มากับไฟล์งาน  ใช้โปรแกรมผิดประเภท ฯลฯ  โรงพิมพ์จึงได้สร้าง Template เบื้องต้นสำหรับการออกแบบมาไว้ให้ใช้กันฟรี ๆ ดาวโหลดได้ที่นี่ครับ</p>
<p><a href="http://www.wacharinprint.com/home/?page_id=312" target="_blank"><img class="alignnone size-full wp-image-325" title="DownloadTab" src="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2011/03/DownloadTab.jpg" alt="" width="492" height="104" /></a></p>
<p>คำแนะนำสำหรับการเตรียมไฟล์ให้เหมาะสมกับการพิมพ์  ทางโรงพิมพ์วัชรินทร์ พี.พี. มีข้อแนะนำดังนี้ครับ</p>
<p>1. นักออกแบบควรจะใช้โปรแกรมออกแบบให้ตรงตามประเภทของงานก่อนตั้งแต่ต้น  เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียคุณภาพของงาน  การใช้โปรแกรมผิดประเภท นอกจากจะไม่ได้งานตามที่ควรจะเป็นแล้ว  ยังทำให้เกิดความยุ่งยากเมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการพิมพ์</p>
<ul>
<li><span style="color: #3366ff;"><strong>Photoshop</strong></span> เหมาะสำหรับงานออกแบบทั่วไป โปสเตอร์ โบรชัวร์ ออกแบบหน้าปกหนังสือ  งาน Ads เป็นชิ้น ๆ มีเพียง 1-2 หน้า งานที่เน้นไปที่การทำงานเกี่ยวกับภาพเป็นหลัก  ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายจากกล้องดิจิตอล  หรือภาพที่ได้มาจาก Photostock   เป็นโปรแกรมตั้งต้นสำหรับจัดการกราฟฟิค  เพื่อนำไปใช้กับโปรแกรมอื่น ๆ ไม่เหมาะกับการนำมาออกแบบหนังสือเป็นเล่มโดยตรง ถึงแม้ว่าจะทำได้ก็ตาม</li>
<li><span style="color: #ff9900;"><strong>Illustrator</strong></span> เหมาะสำหรับงานออกแบบทั่วไป  ไม่ว่าจะเป็น โปสเตอร์ โบรชัวร์ หน้าปกหนังสือ กล่องผลิตภัณฑ์ ฯลฯ  การทำงานส่วนใหญ่จะทำใน Illustrator เป็นหลัก  ทางโรงพิมพ์แนะนำให้ตกแต่งภาพให้เสร็จเรียบร้อยใน Photoshop เสร็จแล้วค่อยนำภาพเข้ามาใช้ (Place) ใน Illustrator อีกทีหนึ่ง</li>
<li><span style="color: #993366;"><strong>InDesign</strong></span> เหมาะสำหรับการออกแบบงานหนังสือที่เป็นลักษณะเล่ม ๆ มีหลาย ๆ หน้า  ลักษณะการใช้งานจะเป็นในลักษณะ &#8220;จัดหน้าหนังสือ&#8221; มากกว่า &#8220;ออกแบบกราฟฟิค&#8221;  ภาพและกราฟฟิคที่ใช้มักจะตกแต่งแล้วเสร็จมาจาก Photoshop/Illustrator แล้วค่อยนำมาวางใน InDesign เพื่อจัดรูปเล่มหนังสืออีกต่อหนึ่ง</li>
</ul>
<p>2. กำหนดขนาดของงานให้เรียบร้อยก่อนลงมือทำ Artwork  ลูกค้าบางท่านยังไม่เครียร์ในเรื่องของขนาดงาน  นักออกแบบจะต้องคุยให้รู้เรื่องก่อนออกแบบ  เพราะเมื่อออกแบบไปแล้ว แล้วมาแก้ไขทีหลัง  จะทำให้เสียเวลา สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายไปโดยไม่จำเป็น   เช่นกรณีที่ออกแบบมาเป็น A5 แต่ spec จริงเป็น A4  การขยายขนาดจาก 100% เป็น 200% นั้น ทำให้คุณภาพของงานดรอปลงอย่างมากนะครับ  โดยเฉพาะภาพจำพวก JPEG</p>
<p>3. การกำหนดขนาดงาน  &#8220;<span style="color: #ff0000;">จะต้องบวกพื้นที่การทำงานออกไปเสมอ</span>&#8220;  เพื่อเผื่อตัดตก  <span style="color: #ff0000;">ตัดตก คือการออกแบบงานให้เลยยื่นออกนอกเนื้อที่งาน  เพื่อที่จะได้ไม่เกิดขอบขาว เวลาโรงพิมพ์เจียนงานทิ้ง</span> สิ่งนี้จำเป็นมาก ๆ นะครับ และนักออกแบบส่วนใหญ่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานกับโรงพิมพ์มาก่อนจะไม่รู้  งานที่ไม่ได้เผื่อตัดตก  บางครั้งจะทำให้มีขอบขาว ๆ เกิดขึ้นเวลาพิมพ์งานจริง  โดยปกติแล้วทางโรงพิมพ์วัชรินทร์ พี.พี. จะแจ้งลูกค้าก่อนว่างานที่ทำมาไม่ได้เผื่อตัดตกไว้  โรงพิมพ์จะแก้โดยการขยายงานออกไปข้างละ 3mm (หรือประมาณ 1/8 นิ้ว) ทำให้ Artwork ที่ลูกค้าทำมานั้น ใหญ่เกินจริงไปราว ๆ 2%</p>
<p>4. ขั้นตอนการทำงานขั้นถัดไป  แยกตามโปรแกรมที่ใช้งานเลยครับ</p>
<p><strong><span style="color: #3366ff;"><img class="alignnone size-full wp-image-321" title="Tab_PS" src="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2011/03/Tab_PS.png" alt="" width="232" height="36" /></span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #3366ff;"> </span></strong>ตัวอย่างการตั้งค่าหน้ากระดาษสำหรับการออกแบบโบรชัวร์ด้วย Photoshop</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-406" title="NewDoc_photoshop_012" src="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2011/03/NewDoc_photoshop_012.jpg" alt="" width="551" height="394" /></p>
<p>1. เลือกขนาดงานที่ต้องการเช่น A4 (สำหรับงาน A4 ให้ตั้งค่าหน้ากระดาษเป็น กว้าง 210 x สูง 292 มม.)<br />
2. ให้เผื่อขนาดตัดตกออกไปทุกด้าน (บน ล่าง ซ้าย ขวา) ด้านละ 3 mm<br />
3. Resolution ที่ใช้  เป็น 300 Pixel/inch ไม่จำเป็นต้องมากไปกว่านี้  และไม่ควรน้อยไปกว่านี้ Resolution ที่มากเกินไปไม่ได้ทำให้ความคมชัดของงานพิมพ์เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด<br />
4. สำหรับงานที่ส่งโรงพิมพ์แล้ว  จะต้องใช้โหมดสีเป็น CMYK เสมอ</p>
<p>เมื่อเริ่มทำงานแล้ว  ให้ตั้ง guide ให้กับ wordspace ดังนี้</p>
<p><a href="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2011/03/NewDoc_photoshop_02.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-258" title="NewDoc_photoshop_02" src="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2011/03/NewDoc_photoshop_02.jpg" alt="การตั้ง Guide งานให้กับ Photoshop" width="648" height="423" /></a></p>
<p>ไกด์งานที่เห็นในภาพ  จะห่างจากขอบ Canvas (ขอบกระดาษ) เป็นระยะ 3 มม.  และให้ตีเส้นไกด์ทุกด้าน (บน ล่าง ซ้าย ขวา) เป็นไกด์งานขนาด A4 ที่เผื่อขอบออกไปด้านละ 3mm อยู่แล้ว  ส่วนที่ยื่นออกไปนอกไกด์จะถูกเจียนทิ้งทั้งหมด  แต่ไม่มีไม่ได้  ฉะนั้น นักออกแบบควรจะพิจารณาให้ดีว่า  จะวาง Layout อย่างไรให้มีตำแหน่งที่เหมาะสม</p>
<p>5. ทางโรงพิมพ์พบปัญหาเรื่อง Font บ่อยมาก ทำให้ต้องเสียเวลาติดต่อนักออกแบบหลายรอบ  ดังนั้นหากมีการใช้ Font พิเศษ  ให้นักออกแบบ Rasterize ฟอนต์มาด้วยนะครับ (Click ขวาที่ Text Layer นั้น ๆ แล้วเลือก Rasterize Type) การ Rasterize จะแปลง Text Layer นั้นให้กลายเป็นภาพกราฟฟิค  จึงไม่สามารถแก้ไขข้อความต่อไปได้  การ Rasterize จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดีที่สุด  แต่ในขณะเดียวกัน  วิธีนี้เป็นวิธีที่สะดวกที่สุดครับ</p>
<p>6. เมื่อออกแบบเสร็จแล้ว  ให้เซฟเป็นไฟล์ PSD <a href="http://www.wacharinprint.com/home/?page_id=225">ส่งโรงพิมพ์</a>ได้เลยครับ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-324" title="NewDoc_photoshop_03" src="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2011/03/NewDoc_photoshop_03.jpg" alt="" width="343" height="286" /></p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-322" title="Tab_AI" src="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2011/03/Tab_AI.png" alt="" width="232" height="36" /></p>
<p>คล้าย ๆ กันกับ Photoshop นะครับ  แต่ Illustrator มี feature ที่เพิ่มขึ้นมานิดหน่อยครับ</p>
<p><a href="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2011/03/NewDoc_illus_01.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-255" title="NewDoc_illus_01" src="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2011/03/NewDoc_illus_01.jpg" alt="การตั้งค่างานให้กับ Illustrator" width="663" height="461" /></a></p>
<p>1. เลือกขนาดงานที่ต้องการออกแบบ<br />
2. ให้ set ขนาดตัดตก ทุกด้าน ด้านละ 3mm (สำหรับ Illustrator ให้ตั้งที่ Bleed ทุกด้าน ๆ ละ 3mm ตามรูปครับ)<br />
3. ส่วนที่ 3 นี้  ไม่ต้องเซตอะไร  เพราะเป็นค่าเริ่มต้นสำหรับ Illustrator อยู่แล้ว  แต่ให้เช็คเพื่อความแน่ใจว่า  ค่าที่ได้  ได้เหมือนดังภาพเป็นอย่างน้อยครับ</p>
<p>หน้าตาของ Workspace ที่ได้ก็จะประมาณนี้ครับ</p>
<p><a href="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2011/03/NewDoc_illus_02.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-256" title="NewDoc_illus_02" src="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2011/03/NewDoc_illus_02.jpg" alt="" width="620" height="435" /></a></p>
<p>เมื่อมองจากภาพขยาย  กรอบสีดำด้านในที่เห็นอยู่ก็คือกรอบขนาดไซส์งานจริงที่เราเลือกไว้  ในที่นี้คือขนาด A4 ครับ  ส่วนเส้นกรอบสีแดงด้านนอกคือ เส้น Bleed หรือ เส้นแสดงของเขตตัดตกนั่นเอง  บริเวณที่อยู่เลยขอบสีดำออกมานั้นจะถูกเจียนทิ้งทั้งหมดเวลาผลิตงานพิมพ์ครับ</p>
<p><strong><span style="color: #993366;"><img class="alignnone size-full wp-image-323" title="Tab_IN" src="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2011/03/Tab_IN.png" alt="" width="232" height="36" /></span></strong></p>
<p>สำหรับ Adobe InDesign ทางเราแนะนำเพิ่มเติมในส่วนของการ Export ไฟล์เป็น PDF มาด้วยนะครับ  เพราะหลายครั้งพบว่า  ลูกค้าของโรงพิมพ์สร้าง Package ไม่เป็น  ทำให้การส่งไฟล์ PDF ให้กับโรงพิมพ์จะผิดพลาดน้อยลง</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-278" title="indesign_newDoc_01" src="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2011/03/indesign_newDoc_01.jpg" alt="" width="531" height="508" /></p>
<p>1. เริ่มจากการสร้าง Document ใหม่นะครับ  ให้นักออกแบบเลือกขนาดงานสำเร็จที่ต้องการได้เลย  เช่นหากต้องการพิมพ์หนังสือขนาด A4 ก็ให้เลือก Page Size เป็น A4 ได้เลย  หน่วยที่แสดงในรูปจะเป็น Pica ซึ่ง 1 Pica จะยาวประมาณ 4.233 mm หรือ 0.166 นิ้ว  (1 Pica = 12 Point) แต่ถ้านักออกแบบท่านไหนถนัดหน่วยอื่น  ก็สามารถไปเปลี่ยนได้ในภายหลังครับ  ต่อมาคือจำนวน Column ถ้าเป็นหน้าเดี่ยว ๆ ก็ปล่อยไว้เฉย ๆ ไม่ต้องไปเปลี่ยนก็ได้ครับ  แต่ในที่นี้  ผมกะลังจะออกแบบงานที่มี 2 column เลยต้องเซ็ตเป็น 2 ส่วน Gutter คือระยะห่างระหว่างคอลัมน์ครับ</p>
<p>ลงมาที่ Margin เป็น Guide ภายในหน้าหนังสือ   เอาไว้สำหรับวาง text ตัวหนังสือครับ  Margin 3 Pica เป็นค่า standard สำหรับหนังสือทั่ว ๆ ไป ที่นิยมใช้ครับ  ต่อมาคือส่วนที่สำคัญที่สุดที่จะพูดถึง  คือเรื่องของ Bleed ครับ  (Slug ไม่ต้องสนใจนะครับ  Slug คือพื้นที่ที่เลย Bleed ออกไปอีก  มีไว้สำหรับคนของโรงพิมพ์ใส่ข้อมูลที่จำเป็นในการพิมพ์ครับ เช่น ไกด์สี ฯลฯ นักออกแบบไม่จำเป็นต้องใช้ในส่วนนี้ครับ)  Bleed ที่ปกติทางโรงพิมพ์ทั่วไปนิยมใช้กันคือ 3 mm (หรือประมาณ 1/8 นิ้ว) เท่านั้น  ไม่จำเป็นต้องน้อยไปกว่านี้</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-279" title="indesign_newDoc_02" src="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2011/03/indesign_newDoc_02.jpg" alt="" width="663" height="413" /></p>
<p>2. พอสร้าง document ใหม่เสร็จ  เราจะเห็น Workspace ของเรามีเส้นอยู่ 3 เส้นหลัก ๆ ครับ</p>
<ul>
<li>เส้นตรงกลาง สีดำ : คือเส้นขอบเขตงาน  ในที่นี้จะมีขนาด = กระดาษ A4 ตามที่เราเซตไว้ตั้งแต่ต้นครับ</li>
<li>เส้นนอกสุด สีแดง : คือเส้น Bleed จะบวกจากเส้นสีดำออกไป 3mm ครับ</li>
<li>เส้นในสุด สีม่วง : คือเส้น Margin ห่างจากเส้นขอบเขตงาน 3 Pica หรือ 36 Point หรือตามที่เซ็ตไว้ครับ</li>
</ul>
<p>ในส่วนของการออกแบบ  นักออกแบบจะต้องวางงานให้จรดเส้น Bleed พอดีทุกครั้ง ทุกด้าน  กราฟฟิคที่ยื่นเกินเส้นขอบเขตงาน (สีดำ) ออกไปจะถูกตัดทิ้งทั้งหมดนะครับ   ตัวหนังสือที่ไม่ใช่ graphic แต่เป็น ตัวหนังสือจำพวก text เอาไว้ให้คนอ่าน ควรจะอยู่ภายในเส้น Margin ครับ  เรียกว่าอยู่ในระยะ Safety Area คือ บางครั้งเวลาเจียนงาน  อาจจะมีบ้างที่เหลื่อมไปเหลื่อมมา  ถ้าตัวหนังสืออยู่นอก Margin จะทำให้มองดูไม่สมดุล  ไม่สวยงามครับ  อาจจะเกินออกไปได้นิดหน่อย  แต่ไม่ควรยื่นล้ำออกไปมาก</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-280" title="indesign_newDoc_03" src="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2011/03/indesign_newDoc_03.jpg" alt="" width="691" height="623" /></p>
<p>3. พอออกแบบงานเสร็จแล้ว  ก็มาถึงขั้นตอนการ Export เป็น PDF ครับ  ทางโรงพิมพ์วัชรินทร์ พี.พี. แนะนำให้ลูกค้าเลือก Profile ดังนี้ครับ</p>
<ul>
<li>Preset : High Quality Print</li>
<li>Standard : PDF/X-4   (หาอ่านเพิ่มเติมได้จาก section บทความนะครับว่า  ทำไมต้อง PDF/X-4  และ มันต่างจากเวอร์ชั่นอื่น ๆ อย่างไร)</li>
<li>เสร็จแล้วให้เลือกที่ Tab &#8220;Marks and Bleeds&#8221; แล้วติ๊กถูกที่ &#8220;Crop Marks&#8221; และ &#8220;Bleed Marks&#8221; ครับ  ขั้นตอนนี้จะเป็นการใส่ Bleed Mark + Crop Mark ลงไปใน PDF ไฟล์ด้วย  เวลาโรงพิมพ์ทำงาน  จะได้ตัดสินใจได้แม่นยำว่า  จุดไหนคือขอบเขตของงานกันแน่</li>
<li>Bleed and Slug ให้ติ๊กถูกที่ &#8220;Use Document Bleed Settings&#8221; ด้วยครับ  เป็นการบอกว่า  ให้เราใช้ Bleed ตามที่เราได้เลือกไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มเปิดไฟล์งานเลยครับ  ไม่จำเป็นต้องไปเซ็ตใหม่</li>
</ul>
<p>เสร็จแล้ว  ก็ export ออกมาเป็น PDF ได้เลยครับ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-281" title="indesign_newDoc_04" src="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2011/03/indesign_newDoc_04.jpg" alt="" width="531" height="228" /></p>
<p>4. ถ้านักออกแบบเปิดไฟล์ PDF ที่ถูก export ออกมา  ก็จะพบ Trim Mark (Crop Mark) และ Bleed Mark ตามรูปด้านบนนี้ครับ</p>
<p>5. ขั้นตอนสุดท้าย  ก็คือ  ตรวจทานไฟล์งานอีกรอบ<span style="text-decoration: underline;">อย่างละเอียด</span>ทั้งหมด  ทั้งในเรื่องของการจัดหน้า  การวาง layout เรื่องของสี, graphic, รูปภาพ  และหากไม่แน่ใจในเรื่องของการพิสูจน์อักษร  โรงพิมพ์วัชรินทร์ พี.พี. แนะนำว่า  ให้ print งานออกมาตรวจทานอีกรอบก่อนนะครับ  เพราะว่าทางโรงพิมพ์จะยึดเอาไฟล์ PDF ที่ลูกค้า approve แล้วส่งมา  เป็นหลักยึดในการทำงานครับ</p>
<p>โรงพิมพ์วัชรินทร์ พี.พี. หวังว่า  บทความชิ้นนี้จะช่วยให้นักออกแบบเข้าใจกระบวนการออกแบบงานพิมพ์เพื่อส่งโรงพิมพ์มากขึ้นนะครับ</p>
<p><img title="icon_32" src="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2011/03/icon_32.png" alt="" width="30" height="30" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wacharinprint.com/home/?feed=rss2&amp;p=253</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Vibrance กับ Saturation ต่างกันอย่างไร</title>
		<link>http://www.wacharinprint.com/home/?p=194</link>
		<comments>http://www.wacharinprint.com/home/?p=194#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 18 Jan 2011 06:22:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Paul</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wacharinprint.com/home/?p=194</guid>
		<description><![CDATA[หลาย ๆ คนที่ใช้ Photoshop กับ Illustrator คงจะเคยสงสัยกันนะครับว่า Vibrance กับ Saturation นี้มันต่างกันยังไง  เพราะเมื่อดูผิวเผินแล้ว  ทั้ง Vibrance และ Saturation ถูกใช้เพื่อปรับค่าความอิ่มตัวของสีทั้งคู่  แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือ  Saturation จะปรับค่าความเข้มสีแบบให้น้ำหนักเท่ากันหมดในทุก ๆ ช่วงสี  ในขณะที่ Vibrance จะปรับค่าความเข้มสีโดยให้น้ำหนักการปรับไม่เท่ากัน  Vibrance จะเน้นช่วงสีที่ยังอิ่มตัวน้อย  ให้มีความเข้มข้น อิ่มตัวมากขึ้น ตัวเลขที่ใส่ลงไปในการปรับคิดเป็นเปอร์เซนต์จากของเดิม  ส่วนช่วงสีที่อิ่มตัวเข้มข้นอยู่แล้วก็จะถูกมองข้ามไป หรือโดนปรับน้อยมาก ๆ  Saturation จะปรับทุก ๆ ช่วงสีขึ้นอีกตามเปอร์เซนต์ที่เราใส่ลงไป (-100 = Monochrome / +100 Doubled Saturation)  โดยไม่สนใจว่าจะมีช่วงสีไหนที่อิ่มตัวอยู่แล้วหรือไม่ Vibrance นี้มีประโยชน์มากสำหรับการ retouch ภาพโดยเฉพาะภาพถ่าย portrait ครับ  เพราะว่าสามารถป้องกันไม่ให้สีผิวของคนเกิดการอิ่มตัวมากเกินไป (Oversaturated)  ในทางกลับกัน Saturation [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลาย ๆ คนที่ใช้ Photoshop กับ Illustrator คงจะเคยสงสัยกันนะครับว่า Vibrance กับ Saturation นี้มันต่างกันยังไง  เพราะเมื่อดูผิวเผินแล้ว  ทั้ง Vibrance และ Saturation ถูกใช้เพื่อปรับค่าความอิ่มตัวของสีทั้งคู่  แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือ  Saturation จะปรับค่าความเข้มสีแบบให้น้ำหนักเท่ากันหมดในทุก ๆ ช่วงสี  ในขณะที่ Vibrance จะปรับค่าความเข้มสีโดยให้น้ำหนักการปรับไม่เท่ากัน  Vibrance จะเน้นช่วงสีที่ยังอิ่มตัวน้อย  ให้มีความเข้มข้น อิ่มตัวมากขึ้น ตัวเลขที่ใส่ลงไปในการปรับคิดเป็นเปอร์เซนต์จากของเดิม  ส่วนช่วงสีที่อิ่มตัวเข้มข้นอยู่แล้วก็จะถูกมองข้ามไป หรือโดนปรับน้อยมาก ๆ  Saturation จะปรับทุก ๆ ช่วงสีขึ้นอีกตามเปอร์เซนต์ที่เราใส่ลงไป (-100 = Monochrome / +100 Doubled Saturation)  โดยไม่สนใจว่าจะมีช่วงสีไหนที่อิ่มตัวอยู่แล้วหรือไม่</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-193" title="vibrancevssaturation" src="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2011/01/vibrancevssaturation.png" alt="" width="476" height="362" /></p>
<p>Vibrance นี้มีประโยชน์มากสำหรับการ retouch ภาพโดยเฉพาะภาพถ่าย portrait ครับ  เพราะว่าสามารถป้องกันไม่ให้สีผิวของคนเกิดการอิ่มตัวมากเกินไป (Oversaturated)  ในทางกลับกัน Saturation สามารถคุมโทนสีภาพได้มากกว่า  เพราะส่งผลกระทบต่อภาพโดยรวมได้มากกว่าครับ</p>
<p><span style="color: #999999;"><strong>บทความโดย </strong>: โรงพิมพ์วัชรินทร์ พี.พี.<br />
<a href="http://www.wacharinprint.com/home/?cat=8" target="_blank">สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539</a></span><a href="http://www.wacharinprint.com/home/?cat=8" target="_blank"> </a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wacharinprint.com/home/?feed=rss2&amp;p=194</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การเตรียมไฟล์เพื่องานพิมพ์ (ตอนจบ)</title>
		<link>http://www.wacharinprint.com/home/?p=168</link>
		<comments>http://www.wacharinprint.com/home/?p=168#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 15 Dec 2010 06:56:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Paul</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wacharinprint.com/home/?p=168</guid>
		<description><![CDATA[บทความโดย : ขจร พีรกิจ คัดลอกจากเว็บไซต์ : InDesignThai.com (Link : http://www.indesignthai.com/?p=122) การทำงานด้วย Adobe InDesign ใน ส่วนของการทำงานด้วยโปรแกรม Adobe InDesign ซึ่งเป็นโปรแกรมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทำงานสิ่งพิมพ์ และเป็นโปรแกรมที่ยืดหยุ่นที่สุดสำหรับการควบคุมเรื่องการจัดการสี เป็นโปรแกรมที่มีลูกเล่นมากเพียงพอที่จะสร้างงานกราฟิคอย่างที่นักออกแบบ หลายคนมักชอบทำที่ Adobe Illustrator ซึ่งผมก็รู้สึกแปลกใจว่าทำไมนักออกแบบไม่ยอมใช้โปรแกรม Adobe InDesign ในการสร้างงานก็ไม่รู้ สำหรับการทำงานด้วยโปรแกรม Adobe InDesign CS4 ที่ผมจะแนะนำต่อไปนี้ก็คงจะมุ่งเน้นไปที่การเตรียมไฟล์เพื่องานพิมพ์ เพราะบทความนี้ไม่ใช่บทความที่จะสอนวิธีการทำงานด้วย Adobe InDesign แต่จะเป็นบทความที่จะอธิบายถึงขั้นตอนการเตรียมไฟล์สำหรับการพิมพ์มากกว่า ซึ่งขั้นตอนในการเตรียมไฟล์เพื่องานพิมพ์ที่ควรทราบมีดังนี้ 1. รู้ตัวเองก่อนว่าจะทำอะไร วันนี้ การทำงานด้านสิ่งพิมพ์ของบ้านเรามีปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น เพราะเราขาดการเรียนรู้เรื่องกระบวนการทำงานตั้งแต่แรก นักออกแบบจะทำหนังสือก็ไม่เคยศึกษาเรื่อง GRID ไม่รู้จักส่วนประกอบต่างๆ ของสิ่งพิมพ์ ไม่รู้จักการเข้าเล่มและอีกหลายอย่าง ทำให้กระบวนงานต่างๆของเราผิดฝาผิดตัว แล้วก็ทำแบบมั่วๆ จนเป็นที่ยอมรับในหมู่นักออกแบบสมัยใหม่ ที่ไม่สนใจชนิดของสิ่งพิมพ์ แล้วก็เลยกลายเป็นการสร้างค่านิยม หรือมาตรฐานในแนวคิดแบบผิดๆ ไปถึงต้นตอของการศึกษา เพราะว่าคนสอนเองก็ไปหลงประเด็นกับงานออกแบบมากกว่าโครงสร้างของสิ่งพิมพ์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #3366ff;"><strong>บทความโดย</strong> </span>: ขจร พีรกิจ<br />
<strong><span style="color: #3366ff;">คัดลอกจากเว็บไซต์</span></strong> : InDesignThai.com (Link : <a href="http://www.indesignthai.com/?p=122">http://www.indesignthai.com/?p=122</a>)</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>การทำงานด้วย Adobe InDesign</strong></span></p>
<p><a href="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2010/12/kajtaug0109-02-thumb.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-169" title="kajtaug0109-02-thumb" src="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2010/12/kajtaug0109-02-thumb.jpg" alt="" width="200" height="300" /></a>ใน ส่วนของการทำงานด้วยโปรแกรม Adobe InDesign ซึ่งเป็นโปรแกรมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทำงานสิ่งพิมพ์ และเป็นโปรแกรมที่ยืดหยุ่นที่สุดสำหรับการควบคุมเรื่องการจัดการสี เป็นโปรแกรมที่มีลูกเล่นมากเพียงพอที่จะสร้างงานกราฟิคอย่างที่นักออกแบบ หลายคนมักชอบทำที่ Adobe Illustrator ซึ่งผมก็รู้สึกแปลกใจว่าทำไมนักออกแบบไม่ยอมใช้โปรแกรม Adobe InDesign ในการสร้างงานก็ไม่รู้</p>
<p>สำหรับการทำงานด้วยโปรแกรม Adobe InDesign CS4 ที่ผมจะแนะนำต่อไปนี้ก็คงจะมุ่งเน้นไปที่การเตรียมไฟล์เพื่องานพิมพ์ เพราะบทความนี้ไม่ใช่บทความที่จะสอนวิธีการทำงานด้วย Adobe InDesign แต่จะเป็นบทความที่จะอธิบายถึงขั้นตอนการเตรียมไฟล์สำหรับการพิมพ์มากกว่า ซึ่งขั้นตอนในการเตรียมไฟล์เพื่องานพิมพ์ที่ควรทราบมีดังนี้</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #3366ff;">1. รู้ตัวเองก่อนว่าจะทำอะไร</span><span style="text-decoration: underline;"> </span>วันนี้ การทำงานด้านสิ่งพิมพ์ของบ้านเรามีปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น เพราะเราขาดการเรียนรู้เรื่องกระบวนการทำงานตั้งแต่แรก นักออกแบบจะทำหนังสือก็ไม่เคยศึกษาเรื่อง GRID ไม่รู้จักส่วนประกอบต่างๆ ของสิ่งพิมพ์ ไม่รู้จักการเข้าเล่มและอีกหลายอย่าง ทำให้กระบวนงานต่างๆของเราผิดฝาผิดตัว แล้วก็ทำแบบมั่วๆ จนเป็นที่ยอมรับในหมู่นักออกแบบสมัยใหม่ ที่ไม่สนใจชนิดของสิ่งพิมพ์ แล้วก็เลยกลายเป็นการสร้างค่านิยม หรือมาตรฐานในแนวคิดแบบผิดๆ ไปถึงต้นตอของการศึกษา เพราะว่าคนสอนเองก็ไปหลงประเด็นกับงานออกแบบมากกว่าโครงสร้างของสิ่งพิมพ์ ก็เลยกลายมาเป็นการสร้างปัญหาตั้งแต่เริ่มงาน ดังนั้นก่อนที่จะทำงานด้วย Adobe InDesign อย่างน้อยผู้ที่ทำงานจะต้องตระหนักว่า เราต้องมีการสร้างรูปแบบ หรือร่างแบบก่อนที่จะทำงานเพื่อที่จะได้ทำงานในขั้นตอนต่อไปได้ และต้องแยกให้ออกว่า นิตยสาร ใบปลิว จุลสาร หนังสือพิมพ์ แผ่นพับ ฯลฯ มันมีความแตกต่างกันอย่างไร และมันมีข้อกำหนดที่แตกต่างกันอย่างไร</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #3366ff;">2. ตั้งค่า Preflight Profile</span> ในเวอร์ชั่น CS4 มีความสามารถใหม่เพิ่มขึ้นมาเพื่อให้นักออกแบบได้ตรวจสอบการทำงานของตัวเอง ว่าไฟล์งานที่ทำอยู่นั้น มีมาตรฐานตามที่เราต้องการหรือไม่ เช่นหากเรากำหนดให้ภาพต้องเป็นความละเอียดระหว่าง 300-350 dpi เมื่อเราทำงานแล้วปรากฏว่าภาพที่เราใช้ความละเอียดไม่ได้ตามที่ต้องการก็จะ มีการเตือนขึ้นมาที่ Preflight Panel ซึ่งทำให้เราสามารถทำงานได้ถูกต้องมากขึ้น การกำหนดให้ตรวจสอบเรื่อง Preflight นี้ สามารถกำหนดให้ทำงานได้ตั้งแต่ การตรวจสอบขนาด การเผื่อตัดตก การจัดการสี การทำงานเรื่องข้อความ ฯลฯ</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #3366ff;">3. ทำความเข้าใจเรื่อง Color Management</span> การทำงานด้วยโปรแกรม Adobe InDesign ก็เหมือนกับการทำงานที่ Adobe Illustrator นั่นก็คือต้องมีการกำหนดค่า Color Settings ให้เหมือนกัน และเมื่อเราเอาไฟล์ RGB หรือ CMYK ที่ฝังโปรไฟล์สีที่ไม่ตรงกับ Working Spaces ที่เรากำหนดไว้ โปรแกรม Adobe InDesign จะทำการ Assign Profile เข้าไปสู่ Document Working Spaces โดยอัตโนมัติ นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่เราควรจะใช้ Color Profile เดียวกันทั้งหมด เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องทำงานโดยการ Convert Profile มากจนเกินไป</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #3366ff;">4. พยายามสร้างงานด้วย Style</span> หลายคนที่ยังทำงานติดรูปแบบโดยการเลือกกำหนดตัวอักษร หรือ Fonts เป็นแบบเลือกเอาทีละจุด เรื่องนี้เป็นผลให้นักออกแบบหลายคนไม่เข้าใจวิธีการทำงานที่เป็นระบบเลยทำ ให้การสร้างงาน การแก้ไขงานเป็นเรื่องยุ่งยาก ดังนั้นผู้ที่จะทำงานด้วยโปรแกรม Adobe InDesign จะต้องสามารถใช้งาน Character Style, Paragraph Style, Table Style, Cell Style และ Object Style ถ้าหากไม่สามารถทำงานด้วย Style เหล่านี้ได้ก็อย่าคิดทำงานด้วย Adobe InDesign เพื่อสร้างภาระให้กับคนอื่นเลย</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #3366ff;">5. ตรวจสอบงานให้ครบถ้วน</span> หลังจากที่ได้ทำการสร้างงานจนเสร็จแล้วก่อนที่จะทำการ Package งาน หรือส่งงานไปที่อื่น ลองตรวจสอบการทำงานด้วยการดูที่ View &gt; Overprint Preview ว่าเรามีการกำหนดให้มีการใช้งาน Overprint หรือไม่ เมื่อตรวจสอบเรียบร้อยแล้วก็ไปดูว่าเรามีการใช้งานเกี่ยวกับการแยกสีอย่างไร ด้วยการไปที่ Windows &gt; Output &gt; Separation Preview เพื่อที่เราจะได้ทำการตรวจสอบเรื่องจำนวนสีในการแยกสี มีการกำหนดในเรื่องสีพิเศษหรือไม่ และตรวจสอบเรื่อง Ink Limit ที่เหมาะสมกับการพิมพ์ด้วยโดยเราสามารถตรวจสอบได้จากที่เดียวกันนี้</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #3366ff;">6. กำหนดค่าการ Output ให้ถูกต้อง</span> งานที่เราทำเกือบทุกงานผมเชื่อได้เลยว่าต้องมีเรื่อง Transparency เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งก็คล้ายๆ กับการทำงานที่ Adobe Illustrator นั่นก็คือเราต้องมีการกำหนดค่าเรื่อง Transparency Flattener preset เช่นเดียวกัน เพราะค่าที่กำหนดมาจากพื้นฐานของโปรแกรมยังไม่ละเอียดพอที่เราต้องการ ดังนั้เราต้องเข้าไปตั้งค่าให้เหมาะสม โดยไปที่ Edit &gt; Transparency Flattener preset เลือก New แล้วกำหนดค่า Raster/Vector Balance ที่ 100 ตรงช่อง Line Art and Text Resolution ที่ 2400 ppi และกำหนดค่า Gradient and Mesh Resolution ที่ 300 ppi หลังจากนั้นก็ทำการ Save การตั้งค่านี้ไว้ เพื่อนำไปใช้ในตอนที่เราจะทำการ Export ไปเป็นไฟล์ PDF เพื่อการพิมพ์ต่อไป</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #3366ff;">7. ทำการ Package ไฟล์งาน</span> เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ถึงตอนที่จะทำการเก็บไฟล์ โดยการเลือก Package File เพื่อทำการรวบรวมส่วนประกอบต่างๆ ของไฟล์งานให้อยู่ใน Folder เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น Fonts ภาพประกอบทั้้งหมด ตัวไฟล์ InDesign และรายละเอียดทั้งหมดของไฟล์ ซึ่งจะทำให้เราสามารถนำ Folder งานทั้งหมดไปทำงานต่อที่ไหนก็ได้ เพราะทุกอย่างถูกรวบรวมมาไว้ใน Folder เดียวกันหมด</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #3366ff;">8. Export เป็น PDF อย่างเดียว</span> เมื่อทำการ Package เรียบร้อยแล้ว ลืมเรื่องการ Print Postscript ไปเลยมันโบราณแล้ว ตอนนี้เราใช้วิธี Export ไปเป็น PDF โดยตรง โดยเลือกเป็น PDF/X-3 แล้วกำหนดดังนี้</p>
<p style="padding-left: 30px;">- เลือก Adobe PDF Preset ที่ PDF/X-3:2002<br />
- ไปที่ Marks and Bleeds เลือกตรง Bleed and Slug แล้วก็คลิกตรง Use Document Bleed Settings<br />
- ไปที่ Advanced ดูตรง Transparency Flattener ให้เลือก Preset ที่เราสร้างไว้ (ตามข้อ 6.) เพราะค่า Default ที่เลือกไว้เป็น High Resolution นั้นยังละเอียดไม่พอนะครับ<br />
- Save Preset เมื่อกำหนดเรียบร้อยแล้วควรจะ Save การตั้งค่านี้ไว้ คราวหน้าเราจะได้ไม่ต้องมากำหนดใหม่อีก<br />
- สั่ง Export ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #3366ff;"><span style="text-decoration: underline;">9. ไปตรวจสอบไฟล์ PDF ก่อนส่ง</span></span> เมื่อทำการ Export ไฟล์เรียบร้อยแล้ว เราก็ลองไปตรวจสอบไฟล์ PDF ของเราด้วยตัวเราเองได้ด้วยการนำไฟล์ไปเปิดด้วยโปรแกรม Adobe Acrobat 9 เมื่อเราเปิดไฟล์ที่เป็น PDF/X แล้ว ตรง Navigation Panel ด้านซ้ายมือจะมี Icon Standard ปรากฏขึ้นมาแจ้งสถานะของความเป็นไฟล์มาตรฐาน PDF/X หรือเพื่อความแน่ใจก็ให้ไปที่ Advance &gt; Print Production &gt; Preflight แล้วก็ลองทำการ Preflight ตามเงื่อนไขที่เรากำหนดดู ถ้าไม่ขึ้นการเตือนว่ามีปัญหาก็สามารถส่งไฟล์ไปที่ศูนย์บริการได้เลย</p>
<p>ทั้งหมดที่ผมอธิบายมาก็เป็น 9 ขั้นตอนง่ายๆ สำหรับการทำงานจาก Adobe InDesign เพื่อไปทำงานสิ่งพิมพ์ แต่สำหรับการสร้างงานจริงๆ ไม่ได้มีเพียงแค่นี้นะครับ ซึ่งเป็นหน้าที่และบทบาทในการทำงานในส่วนการออกแบบจัดทำ แต่ทั้งหมดต้องคำนึงถึงข้อจำกัดของโปรแกรม และวิธีการทำงานที่ถูกต้อง อย่าคิดว่าทำแบบมั่วๆ ก็สามารถทำได้ เพราะประสิทธิภาพการทำงานนั้นอยู่ที่ว่าเราสามารถทำงานโดยไม่ใช้เวลามากเกิน ไป ไม่มีการทำแบบขอไปที ไม่มีการหมกเม็ด ไม่มีการหลอกลูกค้าด้วยการทำงานขึ้นมาแบบลูบหน้าปะจมูก ทุกอย่างมันมีบทเรียนในการทำงานครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wacharinprint.com/home/?feed=rss2&amp;p=168</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การเตรียมไฟล์เพื่องานพิมพ์ (ตอนที่ 4)</title>
		<link>http://www.wacharinprint.com/home/?p=162</link>
		<comments>http://www.wacharinprint.com/home/?p=162#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 15 Dec 2010 06:47:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Paul</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wacharinprint.com/home/?p=162</guid>
		<description><![CDATA[บทความโดย : ขจร พีรกิจ คัดลอกจากเว็บไซต์ : InDesignThai.com (Link : http://www.indesignthai.com/?p=115) การทำงานด้วย Adobe Illustrator ใน บ้านเราผมว่าความนิยมในการใช้ไฟล์งานที่ส่งไปเข้ากระบวนการแยกสี และกระบวนงานพิมพ์มากที่สุด ก็น่าจะเป็นไฟล์งานที่สร้างจากโปรแกรม Adobe Illustrator นี่แหละ และโปรแกรมนี้ก็สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับคนทำงานด้วยปัญหานานับ ประการ สาเหตุก็เพราะว่า ส่วนใหญ่อวดดี คิดว่าเก่งออกแบบแล้วจะเก่งกาจในการใช้เครื่องมือด้วย ผลก็คือ คนส่งงานก็คิดว่างานเรียบร้อย คนรับงานก็ไม่กล้าพูดว่างานมีปัญหา เพราะเดี๋ยวลูกค้าคิดว่าไม่เก่งร้านอื่นเก่งกว่า ทั้งๆ ที่ทุกคนก็มีปัญหา แต่ไม่ยอมพูดความจริง เรื่องปัญหาเหล่านี้จึงแก้ไขไม่ได้เสียที เราลองมาดูปัญหากันก่อนว่ามีอะไรบ้าง 1. ส่งไฟล์เป็น eps สำหรับเรื่องนี้หลายคนไม่ทราบว่าการ Save ไฟล์จากโปรแกรม Illustrator เขาไม่นิยมให้ใช้ รูปแบบ .eps กันแล้ว ความรู้เก่าๆ สมัยแรมเม็กละ พันบาท เพลตตัดสองราคาแปดพันมันใช้ตอนนี้ไม่ได้แล้ว เพราะการ Save เป็น eps นั้นมันไม่มี Color [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<p><strong><span style="color: #3366ff;">บทความโดย</span></strong> : ขจร พีรกิจ<br />
<strong><span style="color: #3366ff;">คัดลอกจากเว็บไซต์</span></strong> : InDesignThai.com (Link : <a href="http://www.indesignthai.com/?p=115">http://www.indesignthai.com/?p=115</a>)</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong><span style="text-decoration: underline;">การทำงานด้วย Adobe Illustrator</span></strong><br />
</span>ใน บ้านเราผมว่าความนิยมในการใช้ไฟล์งานที่ส่งไปเข้ากระบวนการแยกสี และกระบวนงานพิมพ์มากที่สุด ก็น่าจะเป็นไฟล์งานที่สร้างจากโปรแกรม Adobe Illustrator นี่แหละ และโปรแกรมนี้ก็สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับคนทำงานด้วยปัญหานานับ ประการ สาเหตุก็เพราะว่า ส่วนใหญ่อวดดี คิดว่าเก่งออกแบบแล้วจะเก่งกาจในการใช้เครื่องมือด้วย ผลก็คือ คนส่งงานก็คิดว่างานเรียบร้อย คนรับงานก็ไม่กล้าพูดว่างานมีปัญหา เพราะเดี๋ยวลูกค้าคิดว่าไม่เก่งร้านอื่นเก่งกว่า ทั้งๆ ที่ทุกคนก็มีปัญหา แต่ไม่ยอมพูดความจริง เรื่องปัญหาเหล่านี้จึงแก้ไขไม่ได้เสียที เราลองมาดูปัญหากันก่อนว่ามีอะไรบ้าง</p>
<p><span style="color: #3366ff;"><strong>1. ส่งไฟล์เป็น eps</strong></span> สำหรับเรื่องนี้หลายคนไม่ทราบว่าการ Save ไฟล์จากโปรแกรม Illustrator เขาไม่นิยมให้ใช้ รูปแบบ .eps กันแล้ว ความรู้เก่าๆ สมัยแรมเม็กละ พันบาท เพลตตัดสองราคาแปดพันมันใช้ตอนนี้ไม่ได้แล้ว เพราะการ Save เป็น eps นั้นมันไม่มี Color Management และไม่มีขอบเขตงานมันมักจะมาตาม Art ที่สร้างไว้ แล้วก็ไม่ค่อยสมบูรณ์กับการใช้งานตามเครื่องมือใหม่ๆ เช่น Transparency</p>
<p><span style="color: #3366ff;"><strong>2. ส่งไฟล์ขนาดใหญ่เกินความจำเป็น</strong></span> ผมมักจะเปรียบเทียบไฟล์แบบนี้ว่าไฟล์ควายที่มีหญ้าติดมาตอนส่งงานด้วย ก็ไฟล์อะไรล่ะที่ใหญ่เป็นร้อยเม็ก (MB) สั่ง Save สั่ง Print ทีนั่งรอเป็นวัน เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนทำงานไม่ทราบว่าโปรแกรม Adobe Illustrator มันมีข้อจำกัดเรื่องจำนวน Path ห้ามเกิน 5,000 Path เพราะเมื่อเกินแล้วเวลา Save ถ้าใช้เครื่อง Mac ก็จะเห็นวงกลมสายรุ้งหมุนไม่หยุดต้องรอนาน แต่พอบอกว่ามีข้อจำกัดอย่างนี้ แล้วจะสร้างงานใหญ่ๆ ได้อย่างไร ซึ่งความจริงแล้วถ้าทำงานเป็นไฟล์มันจะไม่ใหญ่เลย เรื่องนี้คนที่ทำโปรแกรม Adobe Illustrator ที่มั่วกันมาตลอด ภาษาอังกฤษก็ไม่คล่อง เรียนก็ไม่ได้เรียน ยังจะมาอวดดีอยู่ไม่ได้แล้ว ต้องหันมาทำความเข้าใจเรื่อง Path ต้องมีวิธีการจัดการกับ Path ด้วยการสั่งการทำงานผ่าน Appearance พูดง่ายๆ คือต้องทำงานด้วยเครื่องมือให้เป็น แล้วเดี๋ยวนี้เขามีการทำงานเน้นใช้วิธีการแบบ Isolate Mode อีก หน้าที่คนทำงานก็ต้องศึกษาว่าเดี๋ยวนี้เครื่องมือมันมีการพัฒนาการไปแล้ว ความคิดสร้างสรรค์ยังใช้เหมือนเดิม แต่ต้องเลือกเครื่องมือทำงานให้มีประสิทธิภาพด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ใครที่ติดตาม เป็นสมาชิกของ <a href="http://www.thaiadobeuser.com/">www.thaiadobeuser.com</a> จะทราบขั้นตอนวิธีการดีว่าทำได้จริงหรือไม่</p>
<p><span style="color: #3366ff;"><strong>3. ส่งไฟล์โดยกำหนดความละเอียดต่ำ</strong></span> บอกอย่างนี้ หลายคนอาจจะแย้งว่า Illustrator มันเป็นโปรแกรมประเภทเวคเตอร์ไม่ใช่หรือ แล้วมันจะตั้งรายละเอียดอย่างไร จริงอยู่โปรแกรม Adobe Illustrator เป็นโปรแกรมประเภทเวกเตอร์ แต่เมื่อเราต้องนำภาพมาวางในงาน การสั่ง Effects เช่น Drop Shadow ที่มักชอบสั่งกัน อย่างนี้แหละโปรแกรมต้องพยายามทำให้เวกเตอร์นี้กลายเป็นภาพ เรียกว่า Rasterize และโปรแกรม Adobe Illustrator เวอร์ชั่นตั้งแต่ CS2 ลงไป เมื่อทุกคนทำงานโดยไม่ได้ผ่านการกำหนดตั้งค่าการทำงานที่ถูกต้อง เมื่อเลือกสร้างงานใหม่ขึ้นมา ในส่วน Document Raster Effects Setting จะถูกตั้งมาจากโรงงานที่ 72 ppi นั่นหมายความว่าเมื่อทำงานเสร็จ แล้วมีการ Flatten Transparency โดยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ภาพที่ได้ก็จะเป็นภาพที่ความละเอียด 72 ppi ครั้งเอาไฟล์นี้มาส่งพิมพ์ ศูนย์บริการเขาเปิดมาเห็นเป็น 72 ppi เขาก็จะเปลี่ยนเป็น 300 ppi ซึ่งจะเกิดความผิดพลาดของ Effects ที่สร้างไว้ทันที ดังนั้นใน CS3 และ CS4 ปัญหานี้เลยถูกแก้ไขโดย Adobe ด้วยการมี Document Profile ให้เลือกก่อนที่เริ่มทำงาน ซึ่งสามารถเลือกให้เหมาะสมกับงานที่เราจะทำได้</p>
<p><span style="color: #3366ff;"><strong>4. ส่งไฟล์โดยการ Create Outline</strong></span> เป็นประเพณีนิยมไปแล้ว ว่าจะส่งงานต้อง Create Outline ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาแบบตัดช่องน้อยแต่พอตัว แต่กลับไปสร้างปัญหาใหม่เกิดขึ้น ผมต่อต้านเรื่องการ Create Outline มานาน หลายคนไม่ชอบขี้หน้าผมเพราะผมมักจะว่าคนแนะนำให้ Create Outline เป็นคนสิ้นคิด บางคนก็อาจจะแย้งผมว่าถ้าสิ้นคิดแล้วทำไม Adobe มันใส่คำสั่งนี้มา เรื่องนี้ต้องแยกให้ออกจากกัน การที่เราจะใช้คำสั่ง Create Outline ก็เพราะว่าเราต้องทำเป็นกราฟฟิค หรือต้องมีการดัดแปลงเป็นงานดีไซน์ หรือเพราะว่าปลายทางเขาไม่มี Font ที่เราใช้ เขากลัวละเมิดลิขสิทธิ์ก็เลยต้อง Create Outline ไป การ Create Outline ผลเสียก็คือไฟล์งานจะใหญ่ ขอบตัวหนังสือจะบวม และที่สำคัญไม่สามารถแก้ไขข้อความได้ วิธีทำงานที่ไม่ต้อง Create Outlineก็คือการ Save ไฟล์ไปเป็น PDF/X ซึ่งเราสามารถส่งไฟล์ไปให้ศูนย์บริการได้อย่างไม่มีปัญหา</p>
<p><span style="color: #3366ff;"><strong>5. ส่งไฟล์โดยไม่กำหนดขอบเขตงาน</strong></span> อย่างที่บอกส่วนใหญ่มักจะมั่วกันมาแต่ต้น เวลาสร้างงานก็ไม่เคยกำหนด Art board ให้ถูกต้อง มักจะสร้างงานโดยไม่สนใจ Document Setup แล้วมาใช้คำสั่ง CROP ในภายหลัง แถมไม่รู้จักการเผื่อตัดตกมาอีก เรื่องการเผื่อตัดตก หลายคนยังเข้าใจผิดว่าเราสามารถทำงานแล้วดึงภาพขยายออกไปข้างละ 3 มิลลิเมตร แล้วถือว่าทำการตัดตกแล้ว ความจริงหากใครทำอย่างนี้แล้วไม่สื่อสารกันให้ดี เมื่อส่งไฟล์นี้ไปยังศูนย์บริการที่มีมาตรฐานพอเขาโยนงานนี้เข้าโปรแกรม Imposition (โปรแกรมจัดหน้าสำหรับการ Output) โปรแกรมจะมองว่าขนาดงานนี้คือ A4 + 6 มิลลิเมตร แล้วก็ยังไม่มีเผื่อตัดตกอีก ต้องมาใส่คำสั่งเป็นแบบป้อนข้อมูลลงไป วิธีแก้ปัญหาก็คือการสร้าง Art Board ให้มีขนาดเท่าจริง แล้วก็สร้างพื้นให้คลุมขนาดงานจริงออกไปข้างละ 3 มิลลิเมตร แล้วตอน Save เป็น PDF/X-3 ก็เลือก Marks and Bleed เพิ่มเข้าไปก็จะทำให้ขอบเขตที่ไฟล์ PDF ถูกต้อง และปัญหานี้ก็ถูกแก้ไขปรับปรุงมาใน CS4 ที่เพิ่มความสามารถด้วยการใส่ Bleed Size ที่ Document Setup ได้</p>
<p><span style="color: #3366ff;"><strong>6. ใช้โปรแกรมผิดประเภท</strong></span> ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เริ่มต้นมาจากความมักง่ายของนักออกแบบ ที่ไม่อยากจะศึกษาโปรแกรมอื่นๆ ที่เหมาะสมกับงาน และพวกนี้แหละเรียกว่าขยันแต่ทึ่ม ใช้โปรแกรม Adobe Illustrator ทำหนังสือบ้าง ใช้ทำงานที่มีหลายหน้าบ้าง พูดง่ายๆ คือเอาไปทำงาน Page Layout และสิ่งที่ผมกลัวอีกก็คือ ในเวอร์ชั่น CS4 โปรแกรม Adobe Illustrator CS4 สามารถสร้างหน้า Artboard ได้ถึง 100 หน้า เดี๋ยวก็จะเจอพวกนักออกแบบปัญญานิ่มนำมาทำหนังสืออีกแน่ๆ ทั้งๆ ที่ Adobe บอกว่าความสามารถนี้เขาทำมารองรับการทำงานแบบหลายขนาด หรืองาน Web หรืองานโปรเจคเช่น ทำ สื่อสิ่งพิมพ์หลายๆ อย่างอยู่ในไฟล์งานเดียวกัน แต่ถ้าจะทำงานแบบ Pagination ต้องไปโน่น Adobe InDesign</p>
<p><span style="color: #3366ff;"><strong>7. ใช้ Font โบราณ</strong></span> เรื่องนี้เป็นมูลเหตุทำให้หลายคนยังต้องมีโปรแกรม Adobe Illustrator หลายเวอร์ชั่นในเครื่อง เพราะบ้านเมืองเรามันอาภัพปัญหาเรื่องภาษาไทย ไม่มีคนมาแก้ไขให้ถูกจุด คนที่ไม่รู้ก็คิดว่าเป็นปัญหาที่ Font ต่างก็ใช้ความเขลาของตนมุ่งไปแก้ปัญหาที่การทำ Fonts ขึ้นมาใหม่ความจริงแล้วปัญหาที่แท้จริงมันอยู่ที่เราไม่มีมาตรฐานการใช้งาน ภาษาไทยในระบบคอมพิวเตอร์ ต่อให้สร้าง Fonts มาอีกเป็นร้อย Fonts มันก็แก้ปัญหาการเปิดไฟล์เก่าๆ ไม่ได้ ผมขอถามว่าจะทำอย่างไรให้การใช้งาน ภาษาไทยที่ UTF-8 กับ UTF-16 ทำงานร่วมกันได้ หรือจะทำอย่างไรถึงจะแทน Font ที่เข้าระหัสแบบ ASCII ด้วย Font Unicode ได้ ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ ไฟล์ Word 97 กับไฟล์ Word XP เปิดร่วมกันไม่ได้ หรือ ไฟล์ที่ทำงานบน OS 9 มันไม่เข้ากับไฟล์ที่ OS X แล้วทำไมภาษาอื่นเขาไม่มีปัญหา จะเป็น ASCII หรือ Unicode แล้วทำไมบ้านเรามีปัญหา หรือบ้านเราเอาคนไม่รู้จริงมาทำงาน แล้วทำไมไม่แก้ไข ผมงงมาก เพราะเรื่องนี้ผมก็พูดมาหลายทีแต่ไม่มีใครที่จะหยิบยกเป็นประเด็นในการแก้ไข เลย ในส่วนนักออกแบบก็ขาดความรับผิดชอบมักจะขวนขวายหาแต่ Fonts ที่ตัวเองชอบโดยไม่รู้ว่ามันมีปัญหา หรือมันมีลิขสิทธิ์ (อันนี้น่าเห็นใจ ก็ใครมันจะไปรู้ได้ว่า Font ไหนมีมาตรฐาน เพราะเราไม่มีหน่วยงานมารับรองเรื่องนี้นั่นเอง) ผมเสียดายที่อุตส่าห์ร่ำเรียนกันมา แต่มักไม่ใช้ความรู้ที่จะออกแบบงานภายใต้ข้อจำกัดให้เป็นประโยชน์ อย่างนี้น่าจะออกกฎหมายมาห้ามใช้ Fonts เก่าที่ไม่สามารถทำงานได้ในอนาคตนะ ทำแบบการบังคับใช้น้ำมัน หรือออกกฏหมายโฆษณาของมึนเมาดีไหม จะได้ลด ละ เลิก การใช้ Fonts ภาษาไทยแบบ Postscript กันเสียที หรือถ้าไม่อยากเลิก ก็ทำการประท้วงให้มีการปรับปรุงมาตรฐานการใช้งานภาษาไทยกันเสียใหม่ไม่อย่าง งั้นปัญหามันก็จะไม่จบไม่สิ้นกับเรื่อง Fonts</p>
<p><strong><span style="color: #3366ff;">8. ส่งไฟล์ภาพมั่ว</span> </strong>ทำงานโดยใช้คำสั่ง Link ไฟล์ภาพ แต่ไม่ส่งภาพมา ส่งภาพมาก็มีโปรไฟล์สีร้อยพ่อพันแม่ ภาพที่ได้ความละเอียดไม่พอ หรือไม่ก็ความละเอียดมากเกินไปทำให้ไฟล์งานใหญ่มหึมา ทั้งหมดนี้ก็เป็นปัญหาที่พบบ่อยในงานที่ส่งไปศูนย์บริการ ดังนั้นผู้สร้างงานควรทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ถ่องแท้เสียก่อน</p>
<p><span style="color: #3366ff;"><strong>9. ใช้เครื่องมือมั่ว</strong></span> ปัญหานี้ก็คือการที่คนทำงานไม่เข้าใจข้อจำกัดของโปรแกรมดังนั้น Adobe จึงได้ทำการปรับปรุงการใชังานในแต่ละเวอร์ชั่นเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น การใช้คำสั่งที่ Filter ซึ่งไม่เหมาะกับงานพิมพ์ ( Adobe เขาสร้างโปรแกรมนี้มาไม่ได้เพื่องานพิมพ์อย่างเดียวนะครับ เขาทำมาเพื่องาน Web งาน Mobile และงาน Animation ด้วย) ดังนั้นใน CS4 ทาง Adobe จึงตัดเมนูในชุดคำสั่งนี้ออกไป หรืออย่างการใช้คำสั่ง Mesh การใช้งาน Blend คำสั่งพวกนี้ก็ต้องเข้าใจเรื่อง Transparency และ Rasterize และอย่างการเลือกสีที่ใช้ใน Swatches ก็เลือกโดยไม่ดูว่าสีนั้นเป็น Process หรือ Spot หรือ RGB ดังนั้นใน CS3 และ CS4 จึงได้มีการปรับปรุงการใช้งานให้ถูกต้องยิ่งขึ้น แต่ถ้ายังใช้เวอร์ชั่นที่ต่ำกว่า CS3 ก็จะพบปัญหาเหล่านี้อีก สิ่งที่คนทำงานมักไม่เข้าใจก็คือ เห็นงานในจอไม่มีปัญหา แต่ทำไมเวลา Output กลับไม่สามารถทำได้ เรื่องเหล่านี้คงต้องหาเวลาไปนั่งอ่านหนังสือ Classroom in a Book มานั่งอ่านอย่าคิดว่าข้าเก่งแล้ว ไอ้ที่ว่าแน่น่ะมันแน่แบบมั่วๆ มากกว่าละมัง</p>
<p><span style="color: #3366ff;"><strong>10. Save เป็น PDF ไม่ถูกต้อง</strong></span> อันนี้เป็นประเด็นที่ทำให้ศูนย์บริการอ้างว่าก็คุณทำ PDF มาไม่สมบูรณ์ ก็เลยต้องให้ลูกน้องผมแสดงความโง่ออกมาด้วยการเปิดไฟล์ PDF ด้วย Adobe Illustrator ทั้งๆ ที่คนคิดพัฒนาโปรแกรมเขาไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น ยกเว้นคนที่ทำงานเลือกรูปแบบไฟล์ PDF ที่เหมาะสมกับการเปิดด้วย Adobe Illustrator โดยตรง จึงจะสามารถนำมาเปิดด้วย Adobe Illustrator ได้ ไม่ใช่เอาไฟล์ PDF ที่ไม่ได้กำหนดค่านี้ไว้มาเปิด และวันนี้การที่จะให้นักออกแบบสามารถ Save ไฟล์ไปเป็น PDF ที่ถูกต้องนั้น ง่ายนิดเดียว ซึ่งเป็นหน้าที่ของศูนย์บริการที่จะแนะนำนักออกแบบให้ทำงานได้ถูกต้อง อย่ารับงานที่มีปัญหาแล้วมาบ่นทีหลัง หรืออย่ากั๊กความรู้เพราะกลัวลูกค้าจะย้ายไปทำที่อื่นเพราะที่อื่นถูกกว่า เรื่องอย่างนี้ผมว่ามันแก้ปัญหาได้ถ้าคนในวงการมีความจริงใจต่อกันที่จะแก้ ปัญหา<br />
ผมยกตัวอย่างปัญหาจากการทำงานด้วยโปรแกรม Adobe Illustrator มา 10 ประเด็นจากที่ได้รับทราบมาจากทั้งคำถามที่มีคนมาถามผมโดยตรง และจากการพบปะพูดคุยกับคนในวงการ คราวนี้จะเป็นข้อแนะนำและข้อปฎิบัติที่ควรทำสำหรับคนที่อยากจะทำงานอย่างถูก ต้องกับโปรแกรม Adobe Illustrator ดังนี้</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #808080;"><strong>1. เลือก Document Profile</strong></span> ให้ถูกต้องกับงาน เริ่มแรกเลยก็ต้องมีการกำหนด Document Profile ให้ถูกต้องเช่นเลือกที่ Print โปรแกรมก็จะทำการกำหนด Mode สีเป็น CMYK การตั้งค่า Raster Effect ที่ 300 และก็ตั้งค่าให้แสดงผลที่ Overprint<br />
ข้อ เสนอแนะ หลังจากที่เปิดไฟล์ขึ้นมาแล้วขอแนะนำให้ทำการลบ สิ่งที่ไม่ได้ใช้ออกไปเพื่อที่เราจะได้เริ่มต้นไฟล์ที่มีขนาดเล็ก โดยการไปที่ Window &gt; Actions &gt; Delete Unused Panel Items ซึ่งหมายถึงการลบ Swatches, Brushes และ Symbols ที่ไม่ได้ใช้ออก หลังจากนั้นให้ Save ไฟล์นี้เป็น Template เมื่อต้องการทำงานครั้งต่อไปก็ให้เริ่มงานจาก Template นี้</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><span style="color: #808080;">2. สร้างขนาด Artboard</span> </strong>ให้ตรงกับเนื้องานจริง กำหนดขอบเขตพื้นที่ตัดตกให้ถูกต้อง ซึ่งความสามารถนี้มีมาใน Adobe Illustrator CS4 เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าไม่ได้ใช้ Adobe Illustrator CS4 เราก็สร้าง Artboard เท่าจริง เพียงแต่เวลาสร้างพื้นตัดตกให้ใช้คำสั่ง Effects &gt; Path &gt; Offset Path เพื่อทำการขยายพื้นที่ออกมาให้มีขนาดเท่าการเผื่อตัดตก แต่ถ้าเป็นภาพก็ใช้วิธีขยายภาพเผื่อออกไปแทน</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #808080;"><strong>3. กำหนด Color Setting</strong></span> ของ Working Space ให้ถูกต้อง วันนี้ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น เพราะเราไม่ได้ทำงานของใครคนเดียว และก็ไม่ได้พิมพ์อยู่ที่แท่นพิมพ์แท่นเดียว งานที่เราทำต้องส่งไปให้อีกหลายๆคนทำ ดังนั้นเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกัน ขอให้กำหนด Color Setting ให้เหมือนกันทุกโปรแกรม แล้ว Save การกำหนดค่านี้ไว้ ครั้งต่อไปเราก็สามารถเลือกได้ที่ Adobe Bridge แล้วทุกโปรแกรมจะได้เหมือนกัน สำหรับ Color Setting ที่ควรตั้งและเป็นผลดีของทุกฝ่ายเพื่อให้มีการอ้างอิงจากที่เดียวกันคือ ค่า RGB ให้กำหนดเป็น Adobe RGB (1998) ส่วน CMYK ให้เลือกที่ Coated FOGRA39 (ISO 12647-2:2004) หากมีใครถามว่าทำไมตั้งค่านี้ ก็บอกเขาว่าถ้าอยู่ใน Working Space เดียวกัน เวลาคุยกันมันก็จะรู้เรื่องง่ายกว่าการเปรียบเทียบกับการที่ไม่ได้ใช้ มาตรฐานเดียวกัน และตอนนี้หน่วยงานมาตรฐานหลายๆ แห่ง อย่างเช่น หน่วยงาน PPA ที่ออกคู่มือ pass4press ที่รู้จักกันในวงการพิมพ์ (ไม่รู้บ้านเรารู้จักกันไหม) เขาก็ยังยืนยันว่าควรใช้ Profile มาตรฐานที่เป็น ISO ดีกว่า Profile ติ๊งต๊องที่มักสร้างกันเอง แต่ผลสุดท้ายดิจิทัลปรู๊ฟก็ไม่ผ่าน แต่ปรู๊ฟแท่นจะผ่าน ก็เพราะเล่นเร่งสี อัดน้ำหนักจนพิมพ์จริงไม่ได้ พูดถึงเรื่องนี้ผมอยากรู้นักว่าหากแท่นปรู๊ฟพวกนี้พังกันแล้วจะหาซื้อที่ไหน แล้วเมื่อไรจะบอกความจริงกันเสียทีว่า มันเหลืออยู่เฉพาะบ้านเราละมั้งที่ต้องไปหาซื้อแท่นปรู๊ฟมือสอง มือสามจากต่างประเทศที่เขาเลิกใช้กันแล้ว ทำไมเราไม่เอาเวลาที่เสียไปมาสร้างความรู้ให้เราสามารถทำงานกับดิจิทัลปรู๊ฟ ได้เล่า</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #808080;"><strong>4. วางแผนการทำงาน</strong></span> งานทุกอย่างที่จะทำบนคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่จะมานั่งโยกไปโยกมาอยู่หน้าจอ แต่ต้องมีการร่างแบบ แล้วก็เลือกใช้เครื่องมือที่ถูกต้องสร้าง Path พยายามสร้างงานด้วยความเข้าใจ Appearance และ Isolate Mode พยายามจัดการ Layer ให้มีประสิทธิภาพ คัดเลือก Path ที่สัมพันธ์กันไว้ด้วยกัน แยกชั้น Layer ให้ง่ายต่อการทำงาน อย่าไปเชื่อพวกที่บอกว่า Layer เยอะ ไฟล์จะใหญ่ เพราะทุกอย่างที่เป็น Path มันก็เป็น Layer ลองคลิ๊กแบบย่อยดูจะรู้ว่า Layer มันขึ้นตามจำนวน Path และที่สำคัญควรกำหนดชื่อ Layer ทุกครั้งที่สร้างใหม่ เพื่อที่จะได้ทราบว่าอะไรเป็นอะไร ที่สำคัญ ไปอ่านหนังสือที่บอกว่าเครื่องมือแต่ละอย่างทำงานอย่างไรด้วย และสุดท้ายหมั่นตรวจสอบรายละเอียดของไฟล์ที่ Document Info ด้วย</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #808080;"><strong>5. ใช้ File ภาพ ที่มีการฝังโปรไฟล์สีมาอย่างถูกต้อง</strong></span> เมื่อต้องการที่จะใช้ภาพจากไฟล์ภาพ ที่อาจจะเป็น .TIF หรือ .PSD ให้เข้าใจว่าควรจะใช้ภาพที่มีโปรไฟล์สีตรงกับ Working Space เช่นถ้าเป็นไฟล์ RGD ก็ให้เป็น Adobe RGB ถ้าเป็น CMYK ก็ขอให้เป็น Coated FOGRA39 เพราะว่าหากใช้โปรไฟล์ที่ไม่ตรงกัน หากเราทำการสร้าง Effect ที่ทำให้เกิดการทำงานเรื่อง Transparency แล้วละก็ ภาพทั้งหมดมันจะถูกแปลงไปเป็น Coated FOGRA39 ที่เรากำหนดไว้ คราวนี้ถ้าไม่ตรงกันมันก็จะเกิดการแปลง CMYK หนึ่งไป CMYK หนึ่ง คราวนี้ถ้าทุกคนยังทนงตัวว่าโปรไฟล์ข้าดี ข้าเจ๋ง มันก็จะมาผิดเพี้ยนกันที่ตรงนี้ นี่จึงเป็นที่มาว่าต้องการให้ใช้ Color Profile เดียวกันให้หมด ลด ละ เลิก ความเป็น Profile ส่วนตัวกัน หากคุณต้องเอางานไปเข้ากับคนอื่น วันนี้เรามาวัดฝีมือกันที่มาตรฐานเดียวกัน ใครสามารถควบคุมมันได้ดีกว่า</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #808080;"><strong>6. กำหนดขนาดภาพให้ถูกต้อง</strong></span> หลายคนยังหลงผิดคิดว่าการใช้ไฟล์ภาพที่มีความละเอียดสูงจะยิ่งคมชัดมาก ขอบอกให้ทราบว่าที่เข้าใจมาแบบนี้มันผิดเพราะไฟล์ที่มีความละเอียดเเกินความ พอดี จะยิ่งทำให้ภาพนั้นไม่ชัด การไล่น้ำหนักภาพจะเสียไป วิธีที่ถูกต้องคือใช้ไฟล์ที่มีขนาดเท่าจริง และความละเอียดที่สัมพันธ์กับสื่อที่พิมพ์ (ผมเขียนไว้ในส่วนของ Adobe Photoshop แล้ว) และถึงแม้จะมีขนาดเท่าจริงแล้ว แต่เรามาทำการย่อขยายใน Adobe Illustrator ความละเอียดของภาพก็จะเปลี่ยนแปลงไป และอีกเรื่องหนึ่งก็คือห้ามหมุนภาพที่นำมาแปะบน Adobe Illustrator (ยกเว้นการหมุนแบบ 90, 180, 270 องศา) เพราะจะทำให้ภาพไม่ชัดเหมือนต้นฉบับ</p>
<p style="padding-left: 30px;"><a href="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2010/12/flatten-aisetting2.png"><img class="alignnone size-full wp-image-166" title="flatten-aisetting2" src="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2010/12/flatten-aisetting2.png" alt="" width="380" height="226" /></a></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #808080;"><strong>7. ตรวจสอบเรื่อง Transparency</strong></span> เมื่อทำงานเสร็จแล้วเราควรที่จะทำการตรวจสอบเรื่อง Transparency เพราะจะได้รู้ว่าบางกรณีอาจไม่จำเป็นต้องสั่งให้ทำการ Flattening ทั้งหมด อันไหนที่ไม่เกี่ยวข้องหรือหลีกเลี่ยงได้ ก็ไม่ต้องทำ หรือบางครั้งอาจจะใช้แค่การสั่ง Rasterize ก็ได้ เพราะการเลือกทั้งหมดแล้วสั่ง Flatten Transparency เป็นการทำงานที่ไม่ใช้ฝีมือเอาเสียเลย และจะทำให้ File ถูกหั่นเป็น Path เล็กๆ จำนวนมาก แล้วไฟล์งานก็จะใหญ่เกินความจำเป็น</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #808080;"><strong>8. ตั้งค่า Rasterize</strong></span> ให้เหมาะกับงาน ก่อนที่จะมีการกำหนดค่า Flatten Transparency ก็ควรจะรู้จักวิธีการกำหนดค่า Flatten Transparency โดยกำหนดให้ Raster/Vector Balance = 100, Line Art and Text Resolution = 2,400 ppi, Gradient and Mesh Resolution = 300 เมื่อกำหนดเรียบร้อยแล้วก็ทำการ Save Preset ไว้ด้วย เพราะตอนที่เราจะ Save เป็น PDF/X เราต้องมาเลือกค่า Flatten Transparency อันนี้<br />
หมายเหตุ หากเราส่งไฟล์นี้เป็น PDF ให้กับศูนย์บริการ เราเพียงแต่กำหนดค่า Flatten Transparency ไว้ แต่ไม่ต้องสั่ง Flatten Transparency ที่ไฟล์ Adobe Illustrator เพราะตอนที่โปรแกรมทำการแปลงเป็น PDF/X นั้นโปรแกรมจะทำการ Flatten Transparency ให้โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ดังนั้นที่ไฟล์ Adobe Illustrator ให้เรายังคง Live Transparency ไว้ดีกว่า</p>
<p style="padding-left: 30px;"><a href="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2010/12/docinfo1.png"><img class="alignnone size-full wp-image-165" title="docinfo1" src="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2010/12/docinfo1.png" alt="" width="380" height="279" /></a></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #808080;"><strong>9. ตรวจรายละเอียดของการทำงาน</strong></span> ก่อนที่จะจบงานลองเข้าไปตรวจสอบว่ารายละเอียดของงานที่เราทำนั้นมีอะไรบ้าง โดยให้ไปที่ Window &gt; Document info โดยเราสามารถตรวจสอบในรายละเอียดของงานด้วยการ Save เป็นรายงาน เหมือนเป็นการ Preflight การทำงานไปในตัว และนอกจากการดูรายละเอียดในส่วนนี้แล้วเราควรจะไปตรวจสอบการมองเห็นที่ View &gt; Overprint Preview เพื่อตรวจสอบว่าในงานที่เราทำมีการกำหนดการทำงาน Overprint ตรงไหนบ้าง และควรตรวจสอบที่ View &gt; Pixel Preview เพื่อจะทำการตรวจสอบในการแสดงผลแบบ Raster ซึ่งจะแสดงผลให้เราทราบว่าภาพ และ Effects ที่เราสร้างจะมีความคมชัดเพียงใด และเวลาจะดูต้องดูที่ 100% นะครับ ไม่ใช่ (Zoom มันขึ้นมาเกินขนาดที่พิมพ์จริง) ส่วนอันสุดท้ายคือความสามารถใหม่ใน CS4 คือการตรวจสอบด้วย Separations Preview Panel ซึ่งจะทำให้เราสามารถตรวจสอบการแยกสีได้เป็นเบื้องต้น</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #808080;"><strong>10. ส่งงานเป็น PDF</strong></span> คราวนี้ตอนส่งงานเราก็จะส่งเป็นไฟล์ PDF เท่านั้น แต่ก่อนที่เราจะส่งไฟล์ด้วย PDF ต้องทบทวนก่อนว่า เราได้ทำการตามขั้นตอนที่ผมบอกมา 9 ข้อนี้หรือยัง ถ้าทำแล้วก็สามารถส่งเป็นไฟล์ PDF ไปให้ศูนย์บริการได้ โดยไม่ต้องส่งเป็นไฟล์ Adobe illustrator แล้วไม่ต้อง Create Outline ด้วย โดยขอให้เราเลือกการ Save ไฟล์เป็น PDF ดังนี้ (ผมขอแนะนำเป็น PDF/X-3 นะครับ ส่วนใครที่เก่งแล้วก็เลือก PDF/X-4 ไปเลย แต่อย่าลืมถามร้านด้วยนะว่า RIP เขาใหม่หรือเก่า)</p>
<ul>
<li>เลือก Adobe PDF Preset ที่ PDF/X-3:2002</li>
<li>ไปที่ Mark and Bleeds เลือกตรง Bleed หากใช้ CS4 แล้วกำหนด Bleed ไว้แล้วก็คลิ๊กตรง Use Document Bleed Settings แต่ถ้าเราไม่ได้กำหนดไว้เราสร้างงานเผื่อไว้แล้วเราก็เลือกกำหนดเองได้ตาม ช่องที่มีให้ใส่ขนาดลงไป</li>
<li>ไปที่ Advance ดูตรง Overprint and Transparency Flattener Options ให้เลือก Preset ที่เราสร้างไว้ (ตามข้อ 8.) เพราะค่า Default ที่เลือกไว้เป็น High Resolution นั้นยังละเอียดไม่พอนะครับ</li>
<li>Save Preset เมื่อกำหนดเรียบร้อยแล้วควรจะ Save การตั้งค่านี้ไว้ คราวหน้าเราตจะได้ไม่ต้องมากำหนดใหม่อีก</li>
<li>เลือก Save PDF เป็นขั้นตอนสุดท้าย เราทำเพียงแค่นี้เราก็จะได้ไฟล์ที่ถูกต้องและเป็นมาตรฐานสำหรับจะส่งไปแยกสี หรือไปพิมพ์ที่ไหนก็ได้ แม้แต่จะส่งไปยังประเทศนิคารากัว</li>
</ul>
<p>แต่สำหรับศูนย์บริการที่ชอบปรับแต่ไฟล์งานให้เรา และเขาชอบเอาไฟล์ PDF ไปเปิดด้วยโปรแกรม Adobe Illustrator นั้น เราอย่า Save ไฟลืไปเป็น PDF/X นะครับ จะต้อง Save เป็นไฟล์ PDF ดังนี้</p>
<ul>
<li>เลือก Adobe PDF Preset ที่ Illustrator Default</li>
<li>ตรง General &gt; Options เลือก Preserve Illustrator Editing Capabilities</li>
<li>เลือก Save PDF</li>
</ul>
<blockquote><p>สำหรับศูนย์บริการที่ชอบเปิดไฟล์ PDF ด้วย Adobe Illustrator นั้น ผมอยากให้นักออกแบบสั่งแก้งานบ่อยๆ ให้เขาทำโน่น ทำนี่ เพราะแสดงว่าคนงานเขาว่างมาก เลยมีเวลามาทำงานให้เราใหม่ แทนที่จะเอาไฟล์ PDF ที่เป็นมาตรฐานแล้วโยนเข้า RIP ไปเลย แต่กลับมาเปิดงานเราเพราะเขาไม่รู้จะทำอะไรเมื่อได้ไฟล์ที่มีมาตรฐานมา</p></blockquote>
<p>ทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนการทำงานด้วยโปรแกรม Adobe Illustrator สำหรับการเตรียมไฟล์เพื่องานพิมพ์ หากใครที่ทำแบบนี้แล้วส่งไปยังศูนย์บริการแล้วถูตีกลับมาแสดงว่าเขาทำงาน PDF ไม่เป็นครับ</p>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wacharinprint.com/home/?feed=rss2&amp;p=162</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การเตรียมไฟล์เพื่องานพิมพ์ (ตอนที่ 3)</title>
		<link>http://www.wacharinprint.com/home/?p=158</link>
		<comments>http://www.wacharinprint.com/home/?p=158#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 15 Dec 2010 06:35:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Paul</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wacharinprint.com/home/?p=158</guid>
		<description><![CDATA[บทความโดย : ขจร พีรกิจ คัดลอกจากเว็บไซต์ : InDesignThai.com (Link : http://www.indesignthai.com/?p=103) ขั้นตอนการเตรียมงานในแต่ละโปรแกรมของ Adobe การทำงานด้วย Adobe Photoshop การใช้งาน ที่โปรแกรมอะไรก็ตามของ Adobe สิ่งแรกที่ผมอยากให้คนใช้งานเข้าใจก็คือ พยายามเรียนรู้ในสิ่งที่ถูกต้อง อย่าทำงานแบบเคยชิน และอย่าติดยึดรูปแบบของการทำงานแบบเดิมๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ดูว่าในเวอร์ชั่นล่าสุดมีความสามารถอะไรมาใหม่บ้าง เพราะก่อนที่แต่ละโปรแกรมจะออกมาให้เราใช้กันนั้น ผู้พัฒนาโปรแกรมได้ทำการสอบถามผู้ที่มีส่วนร่วมในการทำการทดสอบโปรแกรมจาก ทั่วโลก (ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น) แล้วก็ยังมีการปรับปรุงวิธีการทำงานให้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น เช่นบางคำสั่งในเวอร์ชั่นก่อนอาจต้องมีการใช้เครื่องมือนั้นหลายขั้นตอน แต่พอมาเป็นเวอร์ชั่นใหม่อาจจะทำงานโดยใช้คลิ๊กเดียวเท่านั้น ผมคงไม่พุด ถึงการทำงาน ในส่วนรายละเอียด หรือการตกแต่งภาพ แต่จะพูดถึงเราจะทำอย่างไรกับไฟล์ภาพที่จะนำไปสู่งานพิมพ์มากกว่า โดยจะเริ่มจากการยกตัวอย่างการทำงานดังต่อไปนี้ กรณีที่ส่งไฟล์งานเป็น Adobe Photoshop หากคิดจะส่งโรงพิมพ์หรือร้านแยกสีด้วยไฟล์ Adobe Photoshopก็ให้ตรวจสอบดังนี้ 1. ความละเอียดของภาพ ตรวจสอบขนาดภาพเท่าขนาดจริงที่ต้องการใช้ความละเอียดเท่ากับ LPI (line per inch ) x 2 ซึ่งหมายความว่าความละเอียดของภาพขึ้นอยู่กับวัสดุ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #3366ff;"><strong>บทความโดย</strong> </span>: ขจร พีรกิจ<br />
<strong><span style="color: #3366ff;">คัดลอกจากเว็บไซต์</span></strong> : InDesignThai.com (Link : <a href="http://www.indesignthai.com/?p=103">http://www.indesignthai.com/?p=103</a>)</p>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">ขั้นตอนการเตรียมงานในแต่ละโปรแกรมของ Adobe</span></strong></p>
<p><span style="color: #008080;"><strong>การทำงานด้วย Adobe Photoshop</strong><br />
</span>การใช้งาน ที่โปรแกรมอะไรก็ตามของ Adobe สิ่งแรกที่ผมอยากให้คนใช้งานเข้าใจก็คือ พยายามเรียนรู้ในสิ่งที่ถูกต้อง อย่าทำงานแบบเคยชิน และอย่าติดยึดรูปแบบของการทำงานแบบเดิมๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ดูว่าในเวอร์ชั่นล่าสุดมีความสามารถอะไรมาใหม่บ้าง เพราะก่อนที่แต่ละโปรแกรมจะออกมาให้เราใช้กันนั้น ผู้พัฒนาโปรแกรมได้ทำการสอบถามผู้ที่มีส่วนร่วมในการทำการทดสอบโปรแกรมจาก ทั่วโลก (ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น) แล้วก็ยังมีการปรับปรุงวิธีการทำงานให้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น เช่นบางคำสั่งในเวอร์ชั่นก่อนอาจต้องมีการใช้เครื่องมือนั้นหลายขั้นตอน แต่พอมาเป็นเวอร์ชั่นใหม่อาจจะทำงานโดยใช้คลิ๊กเดียวเท่านั้น<br />
ผมคงไม่พุด ถึงการทำงาน ในส่วนรายละเอียด หรือการตกแต่งภาพ แต่จะพูดถึงเราจะทำอย่างไรกับไฟล์ภาพที่จะนำไปสู่งานพิมพ์มากกว่า โดยจะเริ่มจากการยกตัวอย่างการทำงานดังต่อไปนี้</p>
<p><strong><span style="color: #008080;">กรณีที่ส่งไฟล์งานเป็น Adobe Photoshop<br />
</span></strong>หากคิดจะส่งโรงพิมพ์หรือร้านแยกสีด้วยไฟล์ Adobe Photoshopก็ให้ตรวจสอบดังนี้<br />
1. ความละเอียดของภาพ ตรวจสอบขนาดภาพเท่าขนาดจริงที่ต้องการใช้ความละเอียดเท่ากับ LPI (line per inch ) x 2 ซึ่งหมายความว่าความละเอียดของภาพขึ้นอยู่กับวัสดุ หรือชนิดกระดาษที่เราจะพิมพ์ เช่นกระดาษอาร์ททั่วไปอาจจะใช้ LPI=150 ดังนั้นภาพที่จะส่งก็ควรเป็น 150×2= 300 dpi เพราะหากเราส่งภาพที่มีความละเอียดมากเกินไปไม่ได้มีผลดีต่อรายละเอียดของ ภาพเวลาพิมพ์<br />
2.ตรวจสอบการแสดงผลของสีที่ View&gt;Proof Setup โดยการเลือกการจำลองภาพตามข้อมูลโปรไฟล์สีปลายทางที่เราจะใช้ Output<br />
3. เลือก Save รูปแบบไฟล์ที่เหมาะสมในกรณีที่เราต้องส่งไฟล์งานนี้ไปพิมพ์เลยก็ควรที่จะ Saveไฟล์เป็น .tif หรือ.psd หรือเป็น .pdf เลยก็ได้ซึ่งควรเลือกเป็น pdf/x-3<br />
4. เลือกฝังโปรไฟล์สีที่ทำด้วย เช่น Adobe RGB ในกรณีที่ต้องการส่งไปใน Mode ของ RGB (อย่าลืมตรวจสอบการแสดงผลของสีในข้อ 2) แต่ถ้าต้องการจะส่งไปเป็น CMYK ควรตรวจสอบด้วยว่า Profile ที่ปลายทางใช้นั้นคืออะไร เราควรจะ Convert ไปให้ตรงกับ Profile ปลายทางในคราวเดียว<br />
5.หากต้องการ Saveไฟล์ขนาดใหญ่ เช่นขนาดเกิน1 GB ขอแนะนำให้ Saveไฟล์งานไปเป็น Large Document Format(.psb) ที่เป็นไฟล์ที่คงคุณสมบัติของ Smart Object ไว้อยู่</p>
<p><span style="color: #008080;"><strong>กรณีที่ส่งไฟล์จาก Photoshop ไปใช้งานที่ โปรแกรม Illustrator<br />
</strong></span>ใน กรณีนี้เราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า ระบบการทำงานเรื่อง Color Management ของ Illustrator มีลักษณะแบบใด เนื่องจากวิธีการจัดการสีของ Adobe Illustrator ในเวอร์ชั่น CS2 ลงไปจะทำงานแตกต่างจาก CS3 และ CS4 ดังนั้นเพื่อความเข้าใจผมขอสรุปวิธีการใช้ไฟล์ภาพจาก Photoshop มาใช้กับ CS3 และ CS4 (ผมไม่พูดถึง CS2, CS หรือ AI10 นะครับ มันเก่าไปมากกว่า 3ปีแล้ว) ดังนี้ โดยให้เลือก Save ไฟล์ภาพโดยให้ใช้ Profile สีเดียวกันกับ Working Space ทั้ง RGB และ CMYK โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากไฟล์งาน Illustrator นั้นเป็น CMYK การเตรียมไฟล์ภาพให้เป็น CMYK โดยใช้ Profile สีเดียวกับ Working Space ของไฟล์งานก็ยิ่งเป็นสิ่งสำคัญ เพราะตามค่าที่ตั้งมาจากโรงงานใน CS3 และ CS4 โปรแกรมจะทำการ Assign Profile ไปใช้ของ Document Working Space เสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้งาน Transparency ยังไงๆ ไฟล์ภาพจะถูกแปลงข้อมูลไปสู่ Document Working Spaces Profile</p>
<p><span style="color: #008080;"><strong><a href="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2010/12/cms-id1.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-159" title="cms-id1" src="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2010/12/cms-id1.jpg" alt="" width="380" height="281" /></a></strong></span></p>
<p><span style="color: #008080;"><strong>กรณีที่ส่งไฟล์จาก Photoshop ไปใช้งานที่ โปรแกรมInDesign</strong></span><br />
ที่ โปรแกรม Adobe InDesign จะต่างจาก ที่ Illustrator ตรงที่เรายังสามารถเลือกทำงานได้ทั้งกับไฟล์ภาพที่เป็น RGB และ CMYK ในไฟล์เดียวกันได้ เนื่องจากถ้าไฟล์ภาพนั้นเป็นไฟล์ RGB เรายังสามารถเลือกให้ไฟล์ภาพนั้นใช้ Color Profile ที่ติดมากับไฟล์เดิมได้ (โดยการไปกำหนดที่ Image Color Setting) แต่เพื่อความปลอดภัยควรจะทำให้รูปนั้นใช้ Color Profile ที่ตรงกับ Document Profile ของ InDesign ดีกว่า และเวลา Place ไฟล์ที่เป็น RGB ไปที่ Adobe InDesign ก็ให้เลือกคำสั่ง Embedded Profileเสมอ</p>
<p>สำหรับรูบแบบไฟล์ของภาพที่จะนำมาใช้ในโปรแกรม Adobe InDesign นั้น เราสามารถใช้ไฟล์ที่ยังไม่รวม Layer ได้ ด้วยการใช้ความสามารถของ Layer Comps เพื่อที่จะนำมาใช้ที่ Adobe InDesign แบบเลือก Layer ใช้งาน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wacharinprint.com/home/?feed=rss2&amp;p=158</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การเตรียมไฟล์เพื่องานพิมพ์ (ตอนที่ 2)</title>
		<link>http://www.wacharinprint.com/home/?p=150</link>
		<comments>http://www.wacharinprint.com/home/?p=150#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 15 Dec 2010 06:28:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Paul</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wacharinprint.com/home/?p=150</guid>
		<description><![CDATA[บทความโดย : ขจร พีรกิจ คัดลอกจากเว็บไซต์ : InDesignThai.com (Link : http://www.indesignthai.com/?p=74) ผมจะขอเริ่มเขียนถึงการเตรียมไฟล์เพื่องานพิมพ์ตาม แนวทางที่ Adobe กำหนด และพูดถึงความสามารถและการใช้งานที่ CS4 เป็นหลัก ซึ่งความเป็นจริงแล้ว Adobe ได้ทำการเขียนคู่มือการเตรียมไฟล์ และคู่มือการใช้งานมาให้ผู้ใช้งานได้ศึกษากัน ซึ่งสามารถเข้าไปดาวน์โหลดมาอ่านกันได้ ที่นี่ การ เตรียมไฟล์จากการทำงานด้วยเครื่องมือในชุด CS4 ที่ประกอบไปด้วย Photoshop, Illustrator และ InDesign นั้นมีส่วนประกอบที่สำคัญดังนี้ 1. การจัดการสี 2. การกำหนดค่าการ Output เป็น PDF 3. การจัดการเรื่อง Transparencซึ่ง 3 ส่วนนี้หากเราสามารถทำความเข้าใจได้อย่างถูกต้อง และทราบถึงข้อจำกัดที่สามารถทำได้ ก็จะทำให้กระบวนงานของเราราบรื่นไม่ต้องมาทะเลาะกันกับเรื่องที่เข้าใจใจไม่ ตรงกัน หรือการที่ทะเลาะกันโดยใช้จุดยืนคนละจุด การจัดการสี ผมคงจะไมพูดถึงรายละเอียดในการจัดการสีมากนักเพราะผมต้องการให้ไปอ่านหนังสือ การจัดการสีเพื่องานกราฟิก ที่เขียนโดย DD ผู้เชี่ยวชาญของ Thai [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<p><strong><span style="color: #3366ff;">บทความโดย</span></strong> : ขจร พีรกิจ<br />
<strong><span style="color: #3366ff;">คัดลอกจากเว็บไซต์</span></strong> : InDesignThai.com (Link : <a href="http://www.indesignthai.com/?p=74">http://www.indesignthai.com/?p=74</a>)</p>
</div>
<p>ผมจะขอเริ่มเขียนถึงการเตรียมไฟล์เพื่องานพิมพ์ตาม แนวทางที่ Adobe กำหนด และพูดถึงความสามารถและการใช้งานที่ CS4 เป็นหลัก ซึ่งความเป็นจริงแล้ว Adobe ได้ทำการเขียนคู่มือการเตรียมไฟล์ และคู่มือการใช้งานมาให้ผู้ใช้งานได้ศึกษากัน ซึ่งสามารถเข้าไปดาวน์โหลดมาอ่านกันได้ <a href="http://www.adobe.com/designcenter/cs4/articles/cs4_printguide/cs4printguide_low.pdf" target="_blank">ที่นี่</a><br />
การ เตรียมไฟล์จากการทำงานด้วยเครื่องมือในชุด CS4 ที่ประกอบไปด้วย Photoshop, Illustrator และ InDesign นั้นมีส่วนประกอบที่สำคัญดังนี้<br />
1. การจัดการสี<br />
2. การกำหนดค่าการ Output เป็น PDF<br />
3. การจัดการเรื่อง Transparencซึ่ง 3 ส่วนนี้หากเราสามารถทำความเข้าใจได้อย่างถูกต้อง และทราบถึงข้อจำกัดที่สามารถทำได้ ก็จะทำให้กระบวนงานของเราราบรื่นไม่ต้องมาทะเลาะกันกับเรื่องที่เข้าใจใจไม่ ตรงกัน หรือการที่ทะเลาะกันโดยใช้จุดยืนคนละจุด</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;"><a href="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2010/12/image3.gif"><img class="alignleft size-full wp-image-153" title="image3" src="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2010/12/image3.gif" alt="" width="240" height="315" /></a>การจัดการสี</span></strong><br />
ผมคงจะไมพูดถึงรายละเอียดในการจัดการสีมากนักเพราะผมต้องการให้ไปอ่านหนังสือ <a href="http://www.se-ed.com/eShop/%28A%28pUy5hUCQyQEkAAAANWY4MGViNmItOTY0MC00ODY4LThhOTAtMWM0NDg1ODA2ZmYwCQH96CjaT9GWwYt6HsUsZlkYL_81%29%29/Products/Detail.aspx?No=9789742126766&amp;AspxAutoDetectCookieSupport=1" target="_blank">การจัดการสีเพื่องานกราฟิก</a> ที่เขียนโดย DD ผู้เชี่ยวชาญของ <a href="http://www.thaiadobeuser.com/" target="_blank">Thai Adobe User Group</a> เพื่อที่จะได้ทำความเข้าใจในเรื่องการจัดการสีซึ่งดูเหมือนเป้นเรื่องซับ ซ้อน แต่ความเป็นจริงแล้วคนที่ทำงานในส่วนการเตรียมพิมพ์นั้นมีเรื่องที่ต้องทำ ความเข้ใจในประเด็นหลักๆ อยู่ 2 ประการเท่านั้น คือต้องแยกให้ออกว่า Assign Profile กับ Convert Profile ต่างกันอย่างไร เพราะเรื่องนี้แหละ ที่จะเป้นหัวใจสำคัญของการจัดการสีในการทำงานกับโปรแกรมของ Adobe</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">กำหนดการตั้งค่าสีของโปรแกรมให้เหมือนกัน</span><br />
</strong>เริ่ม การทำงานด้วยโปรแกรม Bridge CS4 ที่วันนี้คนที่จะใช้เครื่องมือของ Adobe ไม่ควรจะปฏิเสธการใช้งาน วันนี้ก่อนเริ่มงานอะไร เรามาเริ่มกันที่ Adobe Bridge CS4 เพราะเครื่องนี้เป็นสะพานเชื่อมที่จะทำให้การทำงานของ CS4 สมบูรณ์ เพราะที่นี่เราสามารถกำหนดการตั้งค่าสี Working Spaces สำหรับทุกๆ โปรแกรมให้ใช้ขอบเขตการจัดการสีเดียวกัน ซึ่งหากเราไม่ทำการปรับแต่งการกำหนดค่ามาจากโรงงานของ Adobe คือการตั้งให้ทุกโปรแกรมทำงานในระบบการจัดการสีของอเมริกา เพราะ Adobe เป็นบริษัทในอเมริกา ดังนั้นเพื่อให้เขากับการทำงานในสภาพแวดล้อมของบ้านเรา จึงได้ขอความร่วมมือมายังผู้ใช้ทุกท่าน ช่วยกำหนดไว้ที่ Europe Prepress2 เพราะเราจะได้อ้างอิงจากข้อมูลเดียวกัน ซึ่งเมื่อเราเลือกที่นี่แล้ว ทุกๆ โปรแกรม ไม่ว่าจะเป็น Photoshop, Illustrator หรือ InDesignก็จะทำงานอยู่ในระบบสีเดียวกัน เราก็จะสามารถแก้ปัญหาเบื้องต้นไปได้เปลาะหนึ่ง<br />
<a href="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2010/12/picture-12.png"><img class="size-full wp-image-154 alignnone" title="picture-12" src="http://www.wacharinprint.com/home/wp-content/uploads/2010/12/picture-12.png" alt="" width="380" height="343" /></a></p>
<p>การ ที่เราได้มีการกำหนดค่า Working Spaces ให้เหมือนๆ กันทุกคน จะทำให้เราสามารถนำงานของแต่ละคนมาใช้ร่วมกันได้ เช่นไฟล์ที่นักออกแบบทำสามารถส่งมาให้ร้านแยกสีได้โดยไม่เปลี่ยนข้อมูลสี แล้วส่งต่อๆ ไป ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องข้อมูลสีที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งผมจะอธิบายการส่งผ่านข้อมูลของสีจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งในตอนต่อไป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wacharinprint.com/home/?feed=rss2&amp;p=150</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การเตรียมไฟล์เพื่องานพิมพ์ (ตอนที่ 1)</title>
		<link>http://www.wacharinprint.com/home/?p=146</link>
		<comments>http://www.wacharinprint.com/home/?p=146#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 15 Dec 2010 06:24:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Paul</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wacharinprint.com/home/?p=146</guid>
		<description><![CDATA[บทความโดย : ขจร พีรกิจ คัดลอกจากเว็บไซต์ : InDesignThai.com (Link : http://www.indesignthai.com/?p=70) ผมเขียนบทความที่เป็นเนื้อหาแบบนี้หลายครั้งหลายครา ตั้งแต่ Adobe CS จนมาถึง CS4 ก็เป็นเวลาประมาณ 6 ปี แต่ในอุตสาหกรรมการเตรียมพิมพ์ในบ้านเรา ก็ยังคงใช้ประสบการณ์เดิมๆ ในการทำงานความเชื่อในบุคคลากรเก่าๆ ที่ไม่ได้ติดตามเทคโนโลยี โดยไม่ได้ศึกษารายละเอียดของการพัฒนาการของซอฟท์แวร์ จากเวอร์ชั่นหนึ่ง ไปยังเวอร์ชั่นหนึ่ง หลายคนที่ทำงานด้านนี้เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงแต่ละเวอร์ชั่นเป็นเพียงแค่ การใส่เครื่องมือใหม่ๆ หรือหน้าตาใหม่ๆ เท่านั้น แต่ความจริงแล้วผู้ที่พัฒนาซอฟท์แว์เขาได้มีการพัฒนาโดยการปรับเปลี่ยนระบบ การทำงานเพื่อให้สอดคล้องกับระบบปฎิบัติการ และฮาร์ดแวร์ รวมไปถึงการปรับปรุงเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องหรือข้อจำกัดในเวอร์ชั่นก่อนหน้า นี้ เหมือนกับการพัฒนาการของ ระบบ PDF ที่เราเริ่มรู้จักจาก PDF/X-1a และมาวันนี้เราจะต้องมาเรียนรู้กับการทำงานของ PDF/X-4 ทีออกมาแก้ปัญหาเรื่องTransparencyที่มักเป็นหนึ่งในปัญหายอดฮิตของการ Output ผม จะเขียนบทความนี้เป็น 2 แนวทาง โดยแนวทางแรกจะเป็นการทำงานตามมาตรฐานของผู้พัฒนาซอฟท์แวร์ และอีกแนวทางหนึ่งจะเป็นการเขียนโดยใช้ความรู้จากมาตรฐานมาปรับให้เข้ากับ วิธีการใช้งานที่ผิดๆ ของคนใช้งานในบ้านเราตั้งแต่คนที่ออกแบบเริ่มต้น ไปจนถึงคนที่ทำงานในระบบเตรียมพิมพ์ ที่ต้องกล่าวเช่นนี้เพราะผมพยายามรณรงค์ให้ทำงานกันแบบถูกต้องแต่ก็มีพวกมาก ประสบการณ์บอกว่าทำแบบที่เคยทำ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #3366ff;"><strong>บทความโดย</strong> </span>: ขจร พีรกิจ<br />
<strong><span style="color: #3366ff;">คัดลอกจากเว็บไซต์</span></strong> : InDesignThai.com (Link : <a href="http://www.indesignthai.com/?p=70">http://www.indesignthai.com/?p=70</a>)</p>
<p>ผมเขียนบทความที่เป็นเนื้อหาแบบนี้หลายครั้งหลายครา ตั้งแต่ Adobe CS จนมาถึง CS4 ก็เป็นเวลาประมาณ 6 ปี แต่ในอุตสาหกรรมการเตรียมพิมพ์ในบ้านเรา ก็ยังคงใช้ประสบการณ์เดิมๆ ในการทำงานความเชื่อในบุคคลากรเก่าๆ ที่ไม่ได้ติดตามเทคโนโลยี โดยไม่ได้ศึกษารายละเอียดของการพัฒนาการของซอฟท์แวร์ จากเวอร์ชั่นหนึ่ง ไปยังเวอร์ชั่นหนึ่ง หลายคนที่ทำงานด้านนี้เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงแต่ละเวอร์ชั่นเป็นเพียงแค่ การใส่เครื่องมือใหม่ๆ หรือหน้าตาใหม่ๆ เท่านั้น แต่ความจริงแล้วผู้ที่พัฒนาซอฟท์แว์เขาได้มีการพัฒนาโดยการปรับเปลี่ยนระบบ การทำงานเพื่อให้สอดคล้องกับระบบปฎิบัติการ และฮาร์ดแวร์ รวมไปถึงการปรับปรุงเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องหรือข้อจำกัดในเวอร์ชั่นก่อนหน้า นี้ เหมือนกับการพัฒนาการของ ระบบ PDF ที่เราเริ่มรู้จักจาก PDF/X-1a และมาวันนี้เราจะต้องมาเรียนรู้กับการทำงานของ PDF/X-4 ทีออกมาแก้ปัญหาเรื่อง<a href="http://www.adobe.com/designcenter/creativesuite/articles/cs3ip_transguide.pdf" target="_blank">Transparency</a>ที่มักเป็นหนึ่งในปัญหายอดฮิตของการ Output</p>
<p>ผม จะเขียนบทความนี้เป็น 2 แนวทาง โดยแนวทางแรกจะเป็นการทำงานตามมาตรฐานของผู้พัฒนาซอฟท์แวร์ และอีกแนวทางหนึ่งจะเป็นการเขียนโดยใช้ความรู้จากมาตรฐานมาปรับให้เข้ากับ วิธีการใช้งานที่ผิดๆ ของคนใช้งานในบ้านเราตั้งแต่คนที่ออกแบบเริ่มต้น ไปจนถึงคนที่ทำงานในระบบเตรียมพิมพ์ ที่ต้องกล่าวเช่นนี้เพราะผมพยายามรณรงค์ให้ทำงานกันแบบถูกต้องแต่ก็มีพวกมาก ประสบการณ์บอกว่าทำแบบที่เคยทำ หรือทำอย่างนี้มานานทำไมต้องเปลี่ยน ซึ่งความคิดแบบนี้มักจะเป็นความคิดของคนที่ไม่รู้เรื่องจริงและก้ทำให้ก ารที่เราจะพัฒนาการทำงานที่ถูกต้อง และลดต้นทุนทำได้ยาก ดังนั้นไหนๆก็อยากจะแก้ปัญหาโดยไม่นำพาหลักการที่แท้จริง ผมก็มีความจำเป็นต้องหาวิธีเขียนการใช้งานให้กับพวกบัวปริ่มน้ำทำงานแก้ขัด ไปพลางๆ เพราะเมื่อพ้นน้ำมาเมื่อไร ก็จะมาใช้แนวทางที่ถูกต้องผลที่ได้ก็คือ ไม่ต้องมาเสียค่าใช้จ่ายอย่างไม่จำเป็น เช่น ค่าจ้างล่วงเวลา ค่าปรู๊ฟสีหลายๆครั้งที่ไม่ได้ตามต้องการ ค่าพนักงานส่งเอกสารที่ต้องวิ่งรับส่งงาน…..และก็อีกหลายอย่าง<br />
ในตอนต่อไปผมจะเริ่มอธิบายเกี่ยวกับเรื่องการเตรียมไฟล์ที่ถูกต้องตามหลักของผู้พัฒนาโปรแกรมได้วางแนวทางไว้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wacharinprint.com/home/?feed=rss2&amp;p=146</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สงวนลิขสิทธิ์ ทุกบทความและเนื้อหาที่ปรากฎอยู่ภายใต้เว็บไซต์ wacharinprint.com</title>
		<link>http://www.wacharinprint.com/home/?p=55</link>
		<comments>http://www.wacharinprint.com/home/?p=55#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 20 Jan 2010 12:04:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Paul</dc:creator>
				<category><![CDATA[Copyright & Privacy Statement]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wacharinprint.com/home/?p=55</guid>
		<description><![CDATA[สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 wacharinprint.com Copyright (C) 2009 wacharinprint.com All rights reserved. รูปภาพทุกภาพ รวมถึงบทความและเนื้อหาที่ปรากฎอยู่ในเว็บไซต์ wacharinprint.com และ flickr.com เฉพาะรูปภาพในส่วนที่เกี่ยวข้องกันกับบริษัท หากผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของบทความนี้ไปใช้ โดยไม่ได้รับอนุญาติเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 wacharinprint.com<br />
Copyright (C) 2009 wacharinprint.com All rights reserved.</p>
<p>รูปภาพทุกภาพ รวมถึงบทความและเนื้อหาที่ปรากฎอยู่ในเว็บไซต์ wacharinprint.com<br />
และ flickr.com เฉพาะรูปภาพในส่วนที่เกี่ยวข้องกันกับบริษัท หากผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน<br />
หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของบทความนี้ไปใช้ โดยไม่ได้รับอนุญาติเป็นลายลักษณ์อักษร<br />
จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wacharinprint.com/home/?feed=rss2&amp;p=55</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประเภทของฟอนต์ (Type of Font)</title>
		<link>http://www.wacharinprint.com/home/?p=48</link>
		<comments>http://www.wacharinprint.com/home/?p=48#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 25 Nov 2009 17:50:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Paul</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wacharinprint.com/home/?p=48</guid>
		<description><![CDATA[บทความโดย : โรงพิมพ์วัชรินทร์ พี.พี. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 ฟอนต์ กลายมาเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้กับงานออกแบบในปัจจุบันเสียแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแค่พิมพ์รายงาน ทำ presentation กราฟฟิคโฆษณา หรือหนังสือนิตยสารต่าง ๆ ล้วนแต่ต้องการฟอนต์ในรูปแบบต่าง ๆ กันออกไป ก่อนอื่นเราจะมีทำความรู้จักกับประเภทของฟอนต์กับคร่าว ๆ ก่อนนะครับ ฟอนต์ในปัจจุบัน แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ Postscript (PS1) Postscript หรือ PS1 format เป็นเทคโนโลยีที่คิดค้นโดยบริษัท Adobe ก่อนจะมีฟอนต์แบบ TrueType ในเวลาหลายปีต่อมา PS1 เป็นฟอนต์ที่คมชัด และให้รายละเอียดมาก ถูกใช้มากสำหรับงานที่ต้องการคุณภาพสูง เช่น หนังสือ หรือนิตยสารรายปักษ์ ผู้ใช้ส่วนใหญ่ มักเป็น professional designer มากกว่า home user ในระยะแรก วิธีการ install [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>บทความโดย : โรงพิมพ์วัชรินทร์ พี.พี.<br />
<a href="http://www.wacharinprint.com/home/?cat=8" target="_blank">สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539</a></p>
<p>ฟอนต์ กลายมาเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้กับงานออกแบบในปัจจุบันเสียแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแค่พิมพ์รายงาน ทำ presentation กราฟฟิคโฆษณา หรือหนังสือนิตยสารต่าง ๆ ล้วนแต่ต้องการฟอนต์ในรูปแบบต่าง ๆ กันออกไป</p>
<p>ก่อนอื่นเราจะมีทำความรู้จักกับประเภทของฟอนต์กับคร่าว ๆ ก่อนนะครับ ฟอนต์ในปัจจุบัน แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>Postscript (PS1)</strong></span><br />
Postscript หรือ PS1 format เป็นเทคโนโลยีที่คิดค้นโดยบริษัท Adobe ก่อนจะมีฟอนต์แบบ TrueType ในเวลาหลายปีต่อมา PS1 เป็นฟอนต์ที่คมชัด และให้รายละเอียดมาก ถูกใช้มากสำหรับงานที่ต้องการคุณภาพสูง เช่น หนังสือ หรือนิตยสารรายปักษ์ ผู้ใช้ส่วนใหญ่ มักเป็น professional designer มากกว่า home user ในระยะแรก วิธีการ install font แบบ postscript นี้ค่อนข้างยุ่งยาก และจะต้อง install ผ่านโปรแกรมที่ชื่อว่า ATM (Adobe Type Manager) แต่ในภายหลัง Microsoft ได้ปรับปรุงวิธีการ install นี้ใน Windows OS ทั้งหมด ตั้งแต่เวอร์ชั่น windows 2000 เป็นต้นมา ทำให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">TrueType (TT)<br />
</span></strong>TrueType เป็นมาตรฐานของฟอนต์ ที่ถูกวางรากฐานมาจาก Apple และ Microsoft ในช่วงยุคปลายปี 80 support การทำงาน บนระบบปฏิบัติการทั้ง Macintosh และ Windows ทำให้ TrueType font เป็นมาตรฐานที่ได้รับความแพร่หลายมากที่สุดในยุคนั้น TT เป็นรูปแบบที่นำเอาข้อมูลของฟอนต์ ที่ใช้ในการวาด (Draw) บน screen กับข้อมูลที่ใช้ในการพิมพ์ผ่าน printer มารวมกันอยู่ใน package เดียวกัน เป็นฟอนต์ที่สามารถ scale และเปลี่ยน size ได้ทุกขนาด โดยที่จะยังคงความคมชัดอยู่เสมอสำหรับทุก point ที่เปลี่ยนไป ฟอนต์ที่เป็นลักณะ TrueType นี้ยังสามารถ print ได้ด้วย printer ทุกแบบที่ support ด้วย Windows</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">OpenType</span></strong><br />
OpenType เป็นผลจากความร่วมมือกันของ Adobe และ Microsoft มีลักษณะคล้ายกับ TrueType ต่างกันตรงที่ OpenType มี character set ที่กว้างกว่า ทำให้สามารถบรรจุจำนวนตัวอักขระได้มากถึง 65,000 ตัวอักษร ด้วยจำนวนที่มากกว่า TrueType นี้ ทำให้ OpenType สามารถเก็บตัวอักษรแปลก ๆ อักขระพิเศษ ตัวอักษรของภาษาอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น จีน กลุ่มประเทศอาหรับ สัญลักษณ์ต่าง ๆ เอาไว้ได้มากมายในฟอนต์เดียว และความสามารถพิเศษอันนี้นี่เอง ทำให้ OpenType สามารถทำงานได้กับทุก platform โดยไม่มีเงื่อนไข เพราะบรรจุเอา character code เอาไว้แล้วทุก platform นั่นเอง</p>
<p><img class="alignnone" title="Font Type Face" src="http://www.wacharinprint.com/article/rtcimg/font_rastertypeface.gif" alt="" width="439" height="231" /></p>
<p>นอกจาก 3 ประเภทที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ปัจจุบัน ก้อมีแตกแยกย่อยออกไปอีกหลายรูปแบบนะครับ มีทั้ง Vector Type, Raster Type, Clear Type และอีกหลายต่อหลายแบบเต็มไปหมดเลยครับ จุดที่น่าสนใจจุดนึงคือแบบ Raster Type ครับ ฟอนต์โดยปกติทั่วไปแล้ว ถ้าเป็น TrueType จะมีคุณสมบัติในการ resizable อยู่ครับ นั่นคือ ไม่ว่าเราจะเพิ่ม size ของฟอนต์เข้าไปกี่ point ก็ตาม ตัวอักษรที่ได้ จะมีการ draw ใหม่เสมอ ทำให้ขอบตัวอักษรคมชัด คล้าย ๆ กับภาพแบบ Vector จึงเรียกคุณสมบัติแบบนี้อีกอย่างหนึ่งว่า Vector Type ก็ได้ครับ แต่ในกรณีของ RasterType นั้น จะมีความคมชัดของตัวอักษรที่ point หนึ่ง ๆ เท่านั้น เช่น 12pts, 18pts, 24pts หรือ 60 pts เมื่อเราทำการขยายฟอนต์นั้นให้ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เราจะพบว่า ที่ขอบของตัวอักษรจะเกิดการแตกเป็นเหลี่ยม ๆ คล้าย ๆ กับเวลาที่เรา zoom ภาพ แบบ raster เข้าไปเรื่อย ๆ นั่นเองครับ</p>
<p>เมื่อลองเปิด Folder Fonts ใน windows ดู เราจะพบว่า Icon รูปร่างต่าง ๆ นั้นจะสื่อถึงประเภทของฟอนต์แต่ละแบบครับ</p>
<ul>
<li>TT คือ TrueType</li>
<li>O คือ OpenType</li>
<li>A คือ RasterType / PS1</li>
</ul>
<p><img class="alignnone" title="Font Icon" src="http://www.wacharinprint.com/article/rtcimg/font_icontypeoffont.gif" alt="" width="289" height="90" /></p>
<p>ที่เห็นเด่นชัดที่สุดคือฟอนต์ &#8220;Microsoft Sans Serif&#8221; กับฟอนต์ &#8220;MS Sans Serif&#8221; หลาย ๆ คนคงเคยใช้ฟอนต์สองตัวนี้มาแล้วแน่ ๆ นะครับ แต่เชื่อว่ามีจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้ว่าฟอนต์สองตัวนี้ต่างกันอย่างไร เพราะถ้าพิมพ์ในขนาดเล็ก แล้ว จะไม่สามารถแยกได้ถึงความแตกต่างเลย  เฉลยก็คือ &#8220;Microsoft Sans Serif&#8221; เป็นฟอนต์แบบ VectorType ส่วน &#8220;MS Sans Serif&#8221; เป็น RasterType ครับ ลองดูตัวอย่างในรูปนะครับ ในรูปนี้ ด้านบนคือฟอนต์ &#8220;Microsoft Sans Serif&#8221; ครับ ด้านล่างคือฟอนต์ &#8220;MS Sans Serif&#8221; ที่ขนาด 28pts เท่ากันครับ ลองสังเกตความคมชัดดูนะครับ</p>
<p><img class="alignnone" title="San Serif" src="http://www.wacharinprint.com/article/rtcimg/font_mssansserif.gif" alt="" width="322" height="133" /></p>
<p>อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คิดว่าน่าจะได้ไอเดียในการเลือกฟอนต์มาใช้งานไม่มากก็น้อยนะครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wacharinprint.com/home/?feed=rss2&amp;p=48</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
